Loading ...

Facebook Share

Share on facebook
สะเปะสะปะ
"โรคซ้ำกรรมซัด"
News - ร้ายสาระ
Written by Jirawat   
Monday, 30 August 2010 17:20

โรคซ้ำกรรมซัด “ทักษิณ” พะงาบ ลูก-เมียอยู่ดูใจใกล้ชิดที่ “บรูไน” 
 โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 สิงหาคม 2553 00:17 น
 
การพ้นจากตำแหน่งกุนซือด้านเศรษฐกิจของกัมพูชา มิใช่แผนการที่ ทักษิณ ชินวัตร วางหมากเอาไว้ล่วงหน้า แต่เป็นเกมที่ถูกบังคับให้เดินหลังจากที่ฮุนเซน ส่งสัญญาณแรงชัดมาถึงพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหมของไทย เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า
      
       “กัมพูชาพร้อมที่จะปลด ทักษิณ ออกจากการเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา”

..............................................................

 

อ่านหัวข้อข่าวข้างต้นแล้วคิดถึงบทกลอน"นิราศภูเขาทอง" ของสุนทรภู่บทที่ว่า..

 

   ถึงหน้าวังดังหนึ่งใจจะขาด
คิดถึงบาทบพิตรอดิศร
โอ้ผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทร
แต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น
   พระนิพพานปานประหนึ่งศีรษะขาด
ด้วยไร้ญาติยากแค้นถึงแสนเข็ญ
ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น
ไม่เล็งเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพา
   จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งส่วนบุญถวาย
ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา
เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา
ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไป
....ฯลฯ.....

 

แล้วยังไพล่คิดไปถึงเมื่อสมัยเป็นเด็กบ้านนอกที่อุบลฯ สมัยวัยเด็กเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น ก็อายุราวๆ สิบหกสิบเจ็ดปี ช่วงนั้นเป็นช่วงของสงครามเวียตนาม
ที่อุบลฯคราคร่ำไปด้วยจีไอ มีทั้งฝรั่งหัวแดงตัวขาวและนิโกรตัวดำเมี่ยมเต็มเมือง เนื่องจากอุบลฯเป็นจังหวัดหนึ่งซึ่งที่ตั้งของฐานทัพอากาศสหรัฐอเมริกา
(ว่ากันว่าเครื่องบินไอพ่นแฟนธอมความเร้วเหนือเสียงบิจากฐานบินอุบลฯไปทิ้งระเบิดที่เวียตนามใต้ได้ภายในแค่สิบกว่านาที)
เมืองอุบลฯใน พ.ศ.นั้น เต็มไปด้วยบาร์และไนท์คลับไว้รองรับเหล่าจีไอกลัดมันและบ้าบิ่น
ส่วนหนุุ่มไทยเราไม่มีปัญญาเข้าไปหาใช้บริการของบาร์และไนท์คลับได้เพราะค่าบริการแพงมากเนื่องจากเป็นอัตราระดับอินเตอร์
ดังนั้นหนุ่มไทยต้องหันไปพึ่งพาสถานบริการชั้นต่ำลงมา ก็คือสถานบริการโสเภณีหรือเรียกง่ายๆตรงๆว่าซ่องนั่นแหละ
มีซ่องอยู่แห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมของหนุ่มไทยเพราะค่าใช้จ่ายนั้นไม่แพง อัตราค่าบริการแค่คราวละ 20 บาท (พ.ศ.2517)
ผมใช้คำว่าคราวละ คราวละ 20 บาท ไม่ได้หมายความว่าครั้งละ 20 บาทนะครับ เพราะในหนึ่งคราวนั้นจะกี่ครั้งก็แล้วแต่คารมและแรงอึด
ยิ่งกว่านั้นยังมีราคาอัตราพิเศษสำหรับนักเรียน จำได้ว่าสมัยนั้นที่ผมยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นเขาคิดค่าบริการแค่คราวละ 5 บาท
สถานที่แห่งนั้นตั้งอยู่ค่อนข้างโดดเดี่ยวชานเมืองที่เงียบสงัดจึงมีชื่อว่า"วังสงัด" แต่พวกนักเรียนวัยรุ่นจะรู้จักกันในชื่อสั้นๆว่า "วัง"
ถ้าบอกว่าคืนนี้ไปเที่ยววังกันไหม? ก็เป็นที่เข้าใจว่าไปเที่ยว"วังสงัด"นั่นเอง

ถึงแม้อัตราค่าบริการจะต่ำเพียงแค่ 5 บาท แต่ก็เป็นเงินจำนวนมากโขสำหรับนักเรียน โดยเฉพาะใน พ.ศ.นั้นที่ราคาก๋วยเตี๋ยวยังชามละสองบาทถึงสิบสลึง
เพื่อนผมคนหนึ่งเป็นคนชอบเที่ยววังสงัดเป็นชิวิตนิจศีลจนมีหวานใจขาประจำอยู่ในวังสงัด เงินทองที่พ่อแม่ให้มาเพื่อไปโรงเรียนมันจะเก็บอดออมไว้เพื่อเอาไปเที่ยววังสงัด
ผมรู้ว่ามันได้เงินไปโรงเรียนวันละ 5 บาท แต่วันๆ อาหารมื้อเที่ยงมันจะกินก๋วยเต๊่ยวชามเดียวราคาสิบสลึง เหลือเก็บไว้วันละสิบสลึง สักสอง-สามวันมันก็ไปเที่ยววังสงัดได้คราวหนึ่ง
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เพื่อนๆสี่-ห้าคนชวนกันไปเที่ยววัง แต่ไอ้เพื่อนผมคนนี้มันมีเงินติดตัวเหลืออยู่แค่สามบาท
มันออกอาการทุรนทุรายตาละห้อยขอยืมเงินเพื่อนๆ แต่ไม่มีใครให้ยืมได้เพราะต่างคนต่างมีจำกัด
แต่มันก็ยังอุตส่าห์ตามเพื่อนๆไปเที่ยววังจนได้ และมันก็ได้พบหวานใจเจ้าประจำและได้ใช้บริการครบถ้วน
เสร็จภารกิจเพื่อนฝูงต่างสงสัยว่ามันทำได้อย่างไร มันตอบว่าพรุ่งนี้มันจะบอกวิธีแต่วันนี้ขออุบไว้ก่อน
วันรุ่งขึ้นเพื่อนฝูงต่างก็เจี้ยวจ๊าวเล่าเรื่องที่ไปเที่ยววังมาว่าสนุกเร้าใจแค่ไหน และเพื่อนๆต่างรุมถามไถ่ทีเด็ดของไอ้เพื่อนคนนี้
แทนคำตอบ ไอ้เพื่อนผมคนนี้ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้เพื่อนๆอ่าน มันเป็นร้อยแก้วประเภทกลอนแปดชื่อ "นิราศวังสงัด"
ผลงานแต่งกลอนของมันเทียบชั้นครู อ่านดูแล้วได้อารมย์ จนผมจำได้ถึงวันนี้
เริ่มบทแรกว่า....

 

   ถึงหน้าวังดังหนึ่งใจจะขาด
มีสามบาท อัตราห้า จะหาไหน
แต่นวลน้องบอกว่าไม่เป็นไร
จะลดให้ สิบสลึง ครึ่งราคา


....ฯลฯ....

Last Updated on Monday, 30 August 2010 17:37
 
ฟ้ามีตา
News - ร้ายสาระ
Written by Jirawat   
Monday, 30 August 2010 17:08

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์ ความว่า....

ชำแหละคลิป 'ฟ้ามีตา' อิทธิพลดาวศุกร์พาจินตนาการเตลิด

 

ยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ หลังจากที่คลิปมือถือ "ฟ้ามีตา" ที่มีคนอ้างว่าถ่ายภาพปรากฏการณ์บนท้องฟ้าอันพิลึกพิลั่นได้ในจังหวัดพังงา สร้างความฮือฮาลามไล่ไปทั่วประเทศ ... ล่าสุดไทยรัฐ ออนไลน์สอบถามไปยัง อ.สิทธิชัย จันทรศิลปิน หัวหน้างาน และนักวิชาการท้องฟ้าจำลองกรุงเทพฯ กล่าวถึงคลิปฟ้ามีตาว่า น่าจะมาจากอิทธิพลของดาวศุกร์ ซึ่งดาวดวงนี้มักจะเป็นต้นเหตุในการเข้าใจผิดเมื่อมีคนเห็นดาวดวงนี้แล้วอ้างว่าเป็นจานบิน "ยูเอฟโอ"

"เท่าที่เข้าไปค้นหาก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าภาพดังกล่าวถ่ายได้เมื่อไหร่ ซึ่งหากคลิปนี้ถ่ายได้หลังเดือนพฤษภาคมปีนี้ ภาพน่ากลัวที่ว่าน่าจะมาจากจากเคลื่อนตัวของเมฆฝนพัดมาทับดาวศุกร์ที่มีความสว่างมากๆ ซึ่งตอนค่ำเขาจะอยู่ทางทิศตะวันตก เพราะหากเทียบกับภาพตา ด้านซ้ายอีกข้างหนึ่ง ตรงกลางตากลับไม่มีแสงสว่างจ้าเท่าตาอีกข้าง ที่สำคัญเมฆที่หลายคนมองว่ามันมีความหนาเท่ากัน แต่ตามหลักการแล้วเมฆไม่ได้มีความหนาทั้งก้อน ดังนั้นสรุปได้ว่าน่าจะมาจากอิทธิพลของดาวศุกร์"

เมื่อถามว่า ถ้าหากสามารถพิสูจน์ได้ว่าคลิปนี้ถ่ายขึ้นก่อนเดือนพฤษภาคม 2553 หัวหน้างาน และนักวิชาการท้องฟ้าจำลองกรุงเทพฯ บอกว่า ข้อสันนิษฐานดวงตาบนท้องฟ้าที่ว่ามาจากดาวศุกร์ก็ตกไป

"จริงๆ ไม่อยากให้ตื่นตระหนก เพราะในฐานะคนที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องท้องฟ้าผมเคยเห็นปรากฏการณ์ที่เป็นภาพแปลกๆ นี้มากมาย ก็แล้วแต่จิตนาการใครจะมองมากมาย เพราะคนไทยจินตนาการค่อนข้างสูง"

นอกจากนี้ ยังสอบถามไปยัง ผศ.ดร.ชวาล คูร์พิพัฒน์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางภาพถ่ายและเทคโนโลยีทางการพิมพ์ คณะวิทยาศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงความเป็นไปได้ในการตัดต่อภาพ 

"พูดในกรณีตัดต่อจริงๆ สมัยนี้กล้องดิจิตอลมันทำได้หมดเมืองไทยยังทำหิมะตกได้เลย เพราะฉะนั้นถ้าเรามีฝีมือก็สามารถทำได้ แต่มีข้อแม้ว่าคนทำต้องเป็นมืออาชีพเท่านั้น"

แต่ถ้าลองถ่ายภาพจากคลิปดังกล่าวออกมาเป็นภาพนิ่งแล้วพิสูจน์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาพถ่ายระบุว่า หลังจากนำภาพนิ่งมาปรับโทนดู พบว่าภาพดังกล่าวค่อนข้างกลมกลืน เนียนมากกว่า 90% ฉะนั้นถ้าทำขึ้นมาน่าจะเป็นมืออาชีพที่เก่งมากๆ เพราะ 1. เทคนิค การถ่ายรูปดีมาก 2. การวางตำแหน่งเนียนมาก และให้อารมณ์ได้ดีมาก และ 3. การแสดงของคนในคลิปนั้นต้องตั้งใจทำมากๆ เพราะมันสอดคล้องประสานกันไปหมด

"แต่ถ้าจะให้ฟันธงว่าเป็นภาพตัดต่อหรือไม่นั้น ตอบไม่ได้เพราะขนาดผมเป็นผู้เชี่ยวชาญเห็นคลิปนี้ครั้งแรกยังตกใจเลย" ผศ.ดร.ชวาล กล่าว.

................................................................................

 

นักวิทยาศาสตร์ท่านก็ได้ออกมาอธิบายปรากฏการณ์ฟ้ามีตาให้เข้าใจในเชิงวิทยาศาสตร์แล้ว
แต่ผมยังไม่ปักใจเชื่อนัก ส่วนตัวผมเห็นว่าปรากฏการณ์ฟ้ามีตาที่เห็นนั้นเป็นตาของพระอินทร์
พระอินทร์หรืออีกชื่อหนึ่งที่เรียกว่าท้าวสหัสนัยน์ หมายถึงผู้มีดวงตาถึง 1,000 ตา
โดยที่ สหัส แปลว่า พัน, และ นัยน์หรือนัยนา หมายถึงลูกตา (หมายถึง eye และไม่ได้หมายถึง "แม่" ซึ่งเป็นลูกของตา)
พระอินทร์จะใช้ตาทั้งพันคอยสอดส่องดูเรื่องราวความเป็นไปที่เกิดขึ้นบนโลกมนุษย์ และหากจะเกิดเหตุหรืออาเพศภัย เช่นคนดีถูกทำร้ายหรือมีเรื่องเดือดร้อน พระอินทร์ก็จะหาทางลงมาช่วย
อย่างเช่นในกรณีที่นางรจนาเดือดร้อนเพราะท้าวสามนต์ผู้เป็นพ่อไม่ยอมให้เจ้าเงาะ(คือพระสังข์ทองที่ยังไม่ยอมถอดรูป)ผู้เป็นราชบุตรเขยเข้าวัง พระอินทร์ท่านจึงสอดส่องทิพเนตร(ตาทิพย์)ลงมาดู
ถามว่าพระอินทร์ท่านรู้ได้อย่างไรว่ามีคนดีคนไหนที่เดือดร้อนในโลกมนุษย์?
คำตอบคือ พระอินทร์ท่านเบาะรองนั่งที่มีเรดาร์จับคลื่นความเดือดร้อนได้ ถ้าเกิดกรณีคนดีเดือดร้อนหรือถูกรังแกแล้วละก้อ เบาะรองนั่งอันที่เคยอ่อนนุ่มก็จะแข็งกระด้างขึ้นมาทันที
เมื่อใดที่เบาะรองนั่งเกิดแข็งกระด้างขึ้นมา พระอินทร์ก็จะเบิกตาลงมามองโลกเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น และจะช่วยเหลือได้อย่างไร
ตามหลักฐาน(ทางวรรณคดี)ที่ปรากฎดังนี้...

 

   มาจะกล่าวบทไป
ถึงท้าวสหัสนัยน์ไตรตรึงศา
ทิพอาสน์เคยอ่อนแต่ก่อนมา
กระด้างดังศิลาประหลาดใจ
   จะมีเหตุมั่นแม่นในแดนดิน
อมรินทร์เร่งคิดสงสัย
จึงสอดส่องทิพเนตรดูเหตุภัย
ก็แจ้งใจในนางรจนา
   แม้นมิไปช่วยจะม้วยมอด
ด้วยสังข์ทองไม่ถอดรูปเงาะป่า
จำจะยกพหลพลเทวา
ลงไปล้อมพาราสามนต์ไว้
   ชวนเจ้าธานีตีคลีพนัน
น้ำหน้ามันจะสู้ใครได้
จะขู่ให้งันงกตกใจ
ออกไปหาบุตรสุดท้อง
   พระสังข์ครั้งนี้จะถอดเงาะ
งามเหมาะไม่มีเสมอสอง
พ่อตาจะได้เห็นเป็นรูปทอง
ทั้งทำนองเพลงคลีตีต่อยุทธ
...............ฯลฯ............


มาถึงตรงนี้แล้วอาจทำให้เข้าใจกันว่าพระอินทร์เป็นคน(เทพชั้น)ดี
แต่ความจริงเบื้องหลังหาเป็นเช่นนั้นไม่
พระอินทร์นั้นเป็นผู้มักมากในกามารมย์ และชอบลักลอบสู่สมกับเมียชาวบ้าน
มีครั้งหนึ่งที่พระอินทร์แกไปลักลอบเป็นชู้กับเมียของฤาษีตนหนึ่งและในภายหลังฤาษีจับได้และโกรธพระอินทร์มากจึงสาบให้พระอินทร์มี 1,000 โยนีติดตามร่างกาย
ด้วยเหตุนี้พระอินทร์(หลังจากถูกสาบ)จึงได้ชื่อว่าท้าว"สหัสโยนี"
ด้วยความอับอายที่มีโยนีเต็มตัวทั่วร่าง จะเดินเหินไปทางไหนก็มีแต่ชายหนุ่มมารุมล้อม เอ๊ย!..มีแต่คนรังเกียจ พระอินทร์จึงไปเจรจาของซูเอี๋ยกับฤาษีเพื่อให้ถอนคำสาบ
ฤาษีบอกว่าคำสาบนั้นเมื่อสาบแล้วถอนไม่ได้(ไม่เหมือนคำสาบานที่ถอนได้) แต่อย่างไรก็ตามในฐานที่พระอินทร์ยอมมาขอเจรจาก็จะหาทางออกโดยลดโทษให้กึ่งหนึ่งทั้งนี้โดยการเปลี่ยนคำสาบจากโยนีให้เป็นนัยน์(ดวงตา)แทน พระอินทร์จึงกลับกลายเป็นว่ามีดวงตา 1,000 ดวงทั่งร่างกายและได้ชื่อว่า"ท้าวสหัสนัยน์"ตั้งแต่นั้นมา
.....................


ฟ้ามีตาที่เกิดขึ้นในเมืองไทยเราคราวนี้แสดงว่ามีคนดีในแผ่นดินกำลังถูกรังแกและได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส
ผมเองก็คาดเดาไม่ออกว่าคนดีคนนั้นหรือกลุ่มนั้น เป็นใครหรือเป็นคนกลุ่มใดกันแน่ ใครพอรู้หรือว่าได้เค้าก็วานบอกที
อย่างไรก็ตาม..คอยดูเถอะ อีกไม่นานพระอินทร์ท่านจะเสด็จลงมาเยี่ยมและแก้ปัญหาให้ประเทศไทย รอกันไปอีกหน่อยนะพี่น้อง....

Last Updated on Tuesday, 31 August 2010 09:16
 
เครื่องล้างเพชรไฮเทค
News - ร้ายสาระ
Written by Jirawat   
Monday, 30 August 2010 16:53

บทที่ ๑


วันอาทิตย์ที่ผ่านมาอยู่บ้านกินข้าวแล้วก็ไม่มีอะไรทำ(เจี๊ยะป้าบ่สื่อ) อ่านหนังสือพิมพ์ก็หมดเล่มแล้ว
หันไปเจอโบรชัวร์ที่ร้านค้าขายตรงส่งมาที่บ้าน คว้ามาอ่านและดูรูปเพื่อฆ่าเวลา(เอาให้ตาย!)
ก็ไปเจอโฆษณาชวน(เชื่อให้)ซื้อเครื่องล้างเพชรไฮเทค เห็นเขาโฆษณาว่าเป็นอุปกรณ์ชั้นเลิศโดยใช้หลักการสารละลายไฟฟ้าสถิตย์และคลื่นเสียงเพื่อดูดคราบความสกปรกออกจากตัวเพชรได้เกลี้ยงเกลาวาวแวว
ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือมีการลดราคาอย่างน่าใจหาย ลดราคาจากหมื่นกว่าบาท เหลือเพียง 4,999 บาท
ก็เลยพูดกับที่บ้านว่า "เราน่าจะซื้อไว้ใช้เองสักเครื่องนะ"
ที่บ้านบอกว่า "จะบ้าเหรอ ทั้งบ้านมีเพชรอยู่เม็ดเดียว ก้อนเท่าขี้เล็บ จะไปซื้อมาหาดาบ(พระแสง)อันใด!"
ผมบอกว่า "เธอไม่เข้าใจ คนเราต้องรู้จักการวางแผนระยะยาว ฉันเป็นวิศวกรนะ ฉันรู้และเข้าใจเรื่องการวางแผนเป็นอย่างดี"
ที่บ้านว่า "ยังไงๆ เล่าให้ฟังซิ ไอ้รู้จักการวางแผนระยะยาวนี่มันเป็นยังไง!"
ผมอธิบายว่า "ในอนาคตเราจะมีเพชรมากกว่านี้ แต่ ณ.เวลานี้เขาลดราคาค่าเครื่องล้างเพชรลงกว่าครึ่ง เราต้องฉวยโอกาสนี้ไว้ โอกาสดีๆไม่ใช่ว่าจะมีมาหาเราทุกวัน"
ที่บ้านเชิดหน้าลอยตาถามผมว่า "ในอนาคตที่ว่าน่ะ หมายถึงชาติหน้าอีกกี่ชาติ"
ผมไม่ตอบ เพราะถึงตอบไปเธอก็(คง)ไม่(ยอม)เข้าใจในทฤษฎีและประสบการณ์อันแก่กล้าของผม ผมจึงเลี่ยงเดินออกนอกบ้าน ฮัมเพลงไปและชมนกชมไม้ข้างบ้านไปพลางๆ
................
บทที่ ๒ (จบ)


ระหว่างเดินชมนกชมไม้ ด้วยหัวใจแกร่งของวิศวกรผู้ไม่ยอมแพ้ ผมครุ่นคิดหาทางเอาชนะ
แต่ไม่ได้หมายถึงว่าจะเอาชนะที่บ้านนะ ผมคิดไปไกลถึงการเอาชนะผู้ประดิษฐ์เครื่องล้างเพชรโน่นเลยแหละ
คนอื่นเขาทำได้ ผมก็ต้องทำได้ แล้วความคิดก็บรรเจิด ผมเริ่มคิดที่จะซอยเซ็กเมนต์ตลาดเครื่องล้างเพชร คือความจะแตกย่อยออกมาให้เป็นนิชมาร์เกต (Niche Market)ว่างั้นเถอะ
ผมเคยอ่านหนังสือเจอว่า คนเรานั้นถ้าไม่ใช่คนแรกหรือรายแรก (The First) ก็ต้องเป็นคนที่ทำได้ดีที่สุด (The Best) หรือไม่ก็ต้องแตกต่าง (The Difference)
จากข้อความในโฆษณาที่บอกว่าเครื่องของเขามีความสามารถและสมรรถนะในการล้างคราบใคลความสกปรกที่แปดเปื้อนบนตัวเรือนเพชร
แต่(ผมคิดได้ว่า)เขาไม่ได้บอกว่ากรณีที่เพชรขึ้นขนหรือเกิดขนขึ้นมาจะสามารถล้างออกไหม
ผมเก็ตไอเดีย ปิ๊งแว๊ปขึ้นมาว่าจะประดิษฐ์เครื่องล้างขนเพชร

Last Updated on Tuesday, 31 August 2010 09:21
 
เรื่องที่ 5 "แขกขายไข่"
Poetry - ขำขันแขก
Written by Jirawat   
Friday, 04 June 2010 14:17

"แขกขายไข่"

 

"ไข่"ในเรื่องนี้หมายถึงไข่ไก่ อย่าเพิ่งตีความว่าเป็นไข่คน
เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เกิดขึ้นกับพวกเราด้วยตัวเอง เรื่องมีอยู่ว่า...

เมื่อเราไปอยู่อินเดียแรกๆก็เริ่มหาบ้านเช่า เพราะค่าโรงแรมในอินเดียแพงมั่กๆ คืนหนึ่งขั้นต่ำ ๘,๐๐๐ ถึง ๑๒,๐๐๐ บาท โดยที่คุณภาพเทียบกับบ้านเราก็ราวๆคืนละไม่เกิน ๓,,๐๐๐ บาท
ในที่สุดเราก็ได้บ้านเช่าหลังละ ๑๐๐,๐๐๐ รูปีต่อเดือน
(อัตราแลกเปลี่ยน ๑ รูปี เท่ากับ ๑๒ รูเดือน เอ๊ย เท่ากับ ๘๕ สตางค์)
ข้างบ้านเรามีอาบังปลูกเพิงหมาแหงนขายของชำ พอได้ฝากท้อง อย่างน้อยก็ซื้อไข่มาเจียวกินกัน
เราสังเกตเห็นว่าทุกเช้าอาบังจะหิ้วถังพลาสติคมาลักเปิดเอาน้ำจากก๊อกน้ำหน้าบ้านสำหรับรดต้นไม้ของเราทุกวัน เพราะที่เพิงของแกไม่มีระบบประปา


วันหนึ่งพวกเราไปซื้อไข่ อาบังขายถาดละ ๗๕ รูปี เราขอต่อราคาว่าซื้อ ๒ ถาดลดให้ ๑๐ รูปีได้ไหม โดยเหลือ ๒ ถาดในราคา ๑๔๐ รูปี
ต่อรองเท่าไหร่อาบังก็ไม่ยอมลดให้ เป็นธรรมชาติความขี้เหนียวของแขก
เราจึงขู่อาบังว่าวันหลังอย่าไปขโมยน้ำหน้าเราก็แล้วกัน อาบังสั่นหน้า(การสั่นหน้าของแขกแปลว่า Yes หรือ No problem)

วันรุ่งขึ้นแต่เช้า เราคนหนึ่งไปแอบซุ่มอยู่หน้าบ้าน คอยดักว่าแขกจะมาลักเอาน้ำหรือไม่
เช่นเคย อาบังค่อยๆย่องมาเปิดน้ำใส่ถัง
เรายังซุ่มดูอยู่สังเกตเห็นว่าวันนี้อาบังเปิดน้ำใส่ถังแค่ครึ่งเดียว ไม่เต็มถังเช่นทุกวันที่ผ่านมา
พออาบังกำลังจะหิ้วถังกลับเพิงเราจึงได้ปรากฏตัว
เราทักว่า "เฮ้!.. ยู มาโขมยน้ำบ้านไอทำไม?"
อาบังตอบว่า"วันนี้ ยูจะซื้อไข่ไหม ไอจะลดให้ครึ่งหนึ่งที่ยูเคยต่อราคา ก็ลดให้ ๕ รูปีไง ยูก็เห็นนี่ว่าไอรองเอาน้ำยูไปแค่ครึ่งถังเอง"

Last Updated on Friday, 04 June 2010 14:24
 
เรื่องที่ 4 "ผ้าเช็ดโต๊ะแขก"
Poetry - ขำขันแขก
Written by Jirawat   
Friday, 04 June 2010 14:10

"ผ้าเช็ดโต๊ะแขก"


เมื่องานก่อสร้างสำนักงานสนามเสร็จพอที่จะเข้านั่งทำงานได้แล้ว
พวกเราก็ย้ายเข้านั่งทำงานที่สำนักงานพร้อมๆกันกับกลุ่มสต้าฟของเพื่อนร่วมงานแขกของเรา
ผมได้ห้องทำงานที่สมกับตำแหน่งทีเดียว เป็นห้องขนาดกว้าง-ยาวประมาณ 4 x4 เมตร
ข้างโต๊ะทำงานผมมีสวิทช์กดกริ่งไว้กดเรียกพ่อบ้านได้ตลอดเวลา แถมในห้องทำงานยังมีห้องน้ำในตัวอีกด้วย
ด้วยความที่เป็นห้องค่อนข้างใหญ่ การนั่งทำงานคนเดียวทำให้โหวงๆ
และเหงามากเนื่องจากขาดเพื่อนคุยยามว่าง ดังนั้นจึงได้จัดให้นายช่างอีกคนมาใช้ห้องทำงานร่วมกัน
ทุกเช้า (จริงๆแล้วคือทุกวันตอนสายๆ)จะมีแขกผู้ชายคนทำความสะอาดสำนักงานเข้ามาทำความสะอาดห้องทำงานและห้องน้ำให้เรา
แต่ก็เป็นเวลาหลังจากที่เราเริ่มทำงานไปได้พักใหญ่แล้ว เพราะแขกจะเริ่มงานสายมากคือประมาณ ๙ โมงเช้า
เราสองคนก็ต้องหลบออกไปเกร่อยู่หน้าห้อง เพื่อให้เขาทำงานได้สะดวก

วันหนึ่ง เมื่อแขกทำความสะอาดเสร็จและออกจากห้องไป
เราก็กลับเข้าห้องทำงานก็สังเกตเห็นว่าโต๊ะทำงานของเราที่แขกได้เช็ดถูทำความสะอาดให้แล้วนั้นยังมีคราบสี
ตุ่นๆกรังๆของผ้าเช็ดโต๊ะยังติดบนโต๊ะอยู่เต็มไปหมด แต่ด้วยความที่ไม่อยากมากเรื่อง
เราก็เลยไปหาผ้ามาเช็ดโต๊ะเองใหม่อีกรอบหนึ่ง แล้วก็นั่งทำงานกันไป
วันถัดมา เราสองคนก็เลยตกลงกันว่าจะลองสังเกตวิธีการทำงานของแขกคนทำความสะอาดดูว่า
ทำไมหรือเขาทำอย่างไรจึงไม่สะอาด เราจึงยังคงนั่งทำงานอยู่ในห้องระหว่างที่เขาทำงาน
เราพบว่าเขาเริ่มการทำความสะอาดที่ห้องน้ำก่อนอื่นใด
เสียงทำงานในห้องน้ำก็เงียบกริบจนเราแปลกใจว่าทำไมถึงไม่ได้ยินเสียงราดน้ำหรือฉีดน้ำล้างเลย
เราจึงได้เดินไปชะโงกเข้ดูในห้องน้ำ..
ภาพที่เห็นคือแขกกำลังนั่งยองยอง บรรจงเช็ดโถชักโครกด้วยผ้าขี้ริ้วเก่าๆ ผืนหนึ่งในมือ
โดยไม่ต้องใช้น้ำฉีดล้างให้เปลืองเปล่า ช่างน่าชมเชยในความที่เขาอุทิศตัวให้กับงานเสียจริง
เราทั้งสองคนจึงร่นถอยออกมานั่งทำงานที่โต๊ะของเราโดยมิได้พูดอะไร ได้แต่สบตากัน
สักพักหนึ่ง อย่างเงียบเชียบ แขกคนทำความสะอาดก็ออกมาจากห้องน้ำโดยที่ตลอดเวลาก่อนเขาจะออกมา
และจากที่เราคอยเงี่ยหูฟังนั้น
เราไม่ได้ยินเสียงเขาเปิดน้ำจากก๊อกน้ำเพื่อชำระหรือชะล้างอะไรเลยแม้แต่ครั้งเดียวตั้งแต่ต้นจนเสร็จงานในห้องน้ำ
เขาเดินตรงมาข้างหน้าโต๊ะที่ผมนั่งทำงานอยู่
ผมจึงเงยหน้าขึ้นมองเขา
ผมเห็นเขาส่งยิ้มให้ ทำหน้าพยักเพยิดและทำไม้ทำมือ ในทำนองว่าจะขอเช็ดโต๊ะทำงานให้ผม
ในมือเขา..ผมเห็นผ้าขี้ริ้วผืนเดิมผืนเดียวกับที่ผมเห็นตอนที่เขาเช็ดโถชักโครก !!!

 
เรื่องที่ 3 "กรณีตัวอย่างสำหรับวิธีคิดเชิงธุรกิจสไตล์แขกอินเดีย"
Poetry - ขำขันแขก
Written by Jirawat   
Friday, 04 June 2010 13:43

"กรณีตัวอย่างสำหรับวิธีคิดเชิงธุรกิจสไตล์แขกอินเดีย"

 

(เรื่องนี้เป็นเรื่องไม่จริง แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในอเมริกา)
แขกอินเดียหนุ่มใหญ่เดินเข้าไปในธนาคารแห่งหนึ่งในนิวยอร์คและตรงดิ่งไปที่เค้าท์เตอร์ฝ่ายสินเชื่อ
เขาแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อว่าเขากำลังจะเดินทางไปทำธุรกิจที่อินเดียเป็นเวลาสองสัปดาห์และเขาต้องการกู้เงินจากธนาคารสัก 5,000 เหรียญ
เจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อแจ้งว่าจะต้องมีหลักประกันการกู้ยืม แขกจึงส่งกุญแจรถเฟอร์รารี่คันใหม่เอี่ยมของเขาที่จอดอยู่หน้าธนาคารให้
เจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อตรวจสอบแล้วก็ตกลงและยอมรับให้ใช้รถเฟอร์รารี่คันนั้นค้ำประกันการกู้เงินได้

ทั้งประธานและเจ้าหน้าที่ธนาคารต่างหัวเราะและขบขันในการที่แขกใช้รถเฟอร์รารี่ใหม่เอี่ยมราคาสูงถึง 250,000 เหรียญ เพื่อค้ำประกันเงินกู้เพียง 5,000 เหรียญ
คนขับรถของธนาคารได้นำรถเฟอร์รารี่คันนั้นไปจอดเก็บไว้อย่างดีในโรงจอดรถของธนาคาร

สองสัปดาห์ต่อมา แขกคนนั้นก็กลับมาที่ธนาคาร เขาจัดแจงคืนเงินกู้ 5,000 เหรียญให้กับทางธนาคารพร้อมดอกเบี้ยที่ธนาคารคิดไว้เป็นเงินอีก 15 เหรียญ
เจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อพูดกับแขกว่า "ท่านครับ เรายินดีที่ได้ทำธุรกิจครั้งนี้กับท่าน แต่เรามีข้อสงสัยอยู่บางอย่าง คือระหว่างที่ท่านไม่อยู่ เราได้ตรวจสอบและพบว่าท่านเป็นถึงมหาเศรษฐีแต่ทำไมท่านต้องมายืมเงินเพียงแค่ 5,000 เหรียญจากเรา?"
แขกตอบว่า "ไม่มีที่ไหนอีกแล้วในนิวยอร์คที่ฉันจะจอดเก็บรถคันนี้ไว้ได้อย่างปลอดภัยเป็นเวลาสองสัปดาห์ ในราคาแค่ 15 เหรียญ"

Last Updated on Saturday, 05 June 2010 08:13
 
เรื่องที่ 2 "อาหารอินเดีย"
Poetry - ขำขันแขก
Written by Jirawat   
Friday, 04 June 2010 13:42

"อาหารอินเดีย"

 

เมื่อไปอินเดียช่วงแรกๆห้องครัวยังไม่พร้อมนัก ทุกวันอาหารประจำของพวกเราก็มักจะเป็นผัดผักที่จำเจและน่าเบื่อ
วันหนึ่ง มีรุ่นน้องคนไทยที่อยู่อินเดียมาก่อนหลายปีแวะมาเยี่ยมและชวนไปกินอาหารอินเดีย
ผมเห็นว่าน่าลองดู ก็เลยพากันยกโขยงไปกินกันที่ภัตตาคารแขกในละแวกที่พัก
อาหารหลักในภัตตาคารของอินเดียคือ"ดาล"ซึ่งเป็นถั่วต้มเละๆ
เวลากินต้องใช้"นาน"จิ้มตักกิน
"นาน"ก็คือแผ่นแป้งโรฏีย่างไฟโดยเขาจะเอาถ่านที่ติดไฟใส่ไว้ในหม้อดินและเอาแผ่นแป้งมาแปะย่างบนผิวด้านนอกของหม้อดินร้อน
หรือลองนึกภาพก็เหมือนแป้งจี่เป็นแผ่นๆของบ้านเรานั่นแหละ
เมื่อบริกรยกอาหารมาเสริฟครบถ้วนแล้ว รุ่นน้องคนนั้นหันมาถามผมว่า "พี่ เอานานไหมครับ?"
ผมตอบเขาไปว่า" ประมาณ..สิบห้านาที"

 
เรื่องที่ 1 "พัดแขก"
Poetry - ขำขันแขก
Written by Jirawat   
Friday, 04 June 2010 13:40

"พัดแขก"

 

ทำไมถึงเรียก”พัดแขก” คำตอบคือ เพราะว่ามันทำในเมืองแขกและมีขายในเมืองแขก
เมืองแขกในเรื่องนี้หมายถึงกรุงนิวเดลลี หรือที่มักกันเรียกสั้นๆว่าเดลลี ประเทศอินเดีย
จริงๆแล้วพัดแขกก็ไม่มีอะไรที่พิเศษแตกต่างไปจากพัดจีนหรือพัดโบกธรรมดาๆที่เราเห็นกันทั่วไปนั่นแหละ
ประโยชน์ใช้สอยก็ไม่ได้แตกต่างกันแต่อย่างใด เพียงแต่จับขึ้นมา คลี่กางออกให้สุด
แล้วก็ใช้มือจับที่โคนก้านพัด
โบกไปโบกมาตรงหน้าเราเพื่อพัดให้อากาศเคลื่อนไหวมาปะทะใบหน้าเราให้รู้สึกเย็นสบาย ก็แค่นั้น
อากาศในกรุงเดลลี ประเทศอินเดียนั้น
หน้าร้อนจะร้อนมากๆอีกทั้งความชื้นในอากาศก็ต่ำมากจึงจัดว่าเป็นร้อนแผด มีบางวันอุณหภูมิอาจสูงขึ้นไปถึง
๔๘-๔๙ องศาเซลเซียส เรียกว่าร้อนตับทะลัก คงพอจะนึกภาพออกเพราะหากเปรียบเทียบกับบ้านเราที่ว่าร้อนชื้น
วันไหนอุณหภูมิขึ้นไฟถึง ๓๙-๔๐ องศา ก็พูดกันถึงว่าร้อนตับแลบแล้ว
มีเรื่องเล่าว่าคุณนายสายสมรนางหนึ่งไปซัมเมอร์ทัวร์อินเดีย ท่องเที่ยวเชิงธรรมะที่เมืองพาราณสี
ผ่านเมืองลัคนาว และขาจะกลับเมืองไทยต้องไปขึ้นเครื่องบินที่เดลลี
เพราะเหตุที่ว่าเที่ยวบินขากลับเมืองไทยนั้นกว่าจะออกจากสนามบินเดลลีก็เป็นเวลาเที่ยงคืนกว่าๆ
แต่คุณนายเดินทางมาถึงเดลลีตั้งแต่ช่วงบ่าย
ก็เลยต้องฆ่าเวลารอโดยการเที่ยวซื้อของที่ตลาดจันทร์ปัฏในกรุงเดลลี
ที่ตลาดแห่งนี้จะมีของแทบทุกอย่างที่มีในอินเดียมารวมกัน
อากาศวันนั้นก็ร้อนตับทะลัก เดินดูของได้สักพักเดียวคุณนายสายสมรก็ร้อนแทบจะเป็นลมตาย
บังเอิญเดินผ่านหน้าร้านขายของกระจุ๊กกระจิ๊กร้านหนึ่งเหลือบเห็นว่ามีพัดวางขาย
คุณนายรีบปรี่เข้าไปซื้อและต่อรองราคาตามวิสัย จากอันละ ๒๐ รูปี
ต่อรองแล้วแขกอาบังคนขายลดให้เหลือแค่อันละ ๑๐ รูปี ก็เลยซื้อซะห้าอัน เผื่อเอาไปเป็นของฝากด้วย
จ่ายเงินรับของใส่ถุงกันเสร็จสรรพ คุณนายก็เดินฉับๆออกจากร้านไป ควักเอาพัดในถุงขึ้นมาหนึ่งอัน
คลี่พัดกางออกพัดโบกไล่ความร้อนของเดลลี โบกพัดไปมาแค่สองสามครั้ง
ปรากฏว่าพัดหลุดลุ่ยแยกออกจากกันเป็นชิ้นๆต่อหน้าต่อตา ร้อนก็ร้อน โมโหก็โมโห
คุณนายหันหลังเดินปรี่กลับไปที่ร้านอาบัง ทันทีที่เห็นหน้า คุณนายก็เริ่มต่อว่าอาบัง ฉอดๆ
คุณนาย “นี่ พัดของยูคุณภาพต่ำมาก พัดครั้งเดียว พังแล้ว ไม่เอาแล้ว เอาพัดคืนไป คืนเงินฉันมา!”
“อีนี้ เดี๋ยวก่อนๆ อีนี้มาดามทำพัดยังไง มันถึงพังง่ายๆอย่างงี้” อาบังเอียงคางถามอย่างสงสัย
“จะยังไงอีกล่ะ ก็แค่พัดอย่างนี้ อย่างนี้ มันก็พังแล้ว!” คุณนายทำไม้ทำมือออกท่าทางการใช้พัดโบกๆให้อาบังดู
“โอ..ไอซี อีนี้..จะคืนของ คืนเงินให้กันไม่ได้หรอก..อีนี้..เพราะว่ามาดามใช้พัดไม่ถูกวิธี อีนี้..มิสยูส”
“จะบ้าเหรอ ฉันใช้ไม่ถูกวิธียังไง ยังไง บอกมาซิ!” คุณนายกระแทกเสียงด้วยความโมโหยิ่งขึ้นไปอีก
อาบังว่า “มาดามต้องไม่โบกพัด แต่ต้องกางพัดออกแล้วถือพัดไว้นิ่งๆ ตรงหน้า แล้วส่ายหน้าซ้าย-ขวาๆๆๆ เหมือนพัดลมส่ายแต่ต้องส่ายรัวเร็วๆ ด้วยนะมาดาม ถ้าส่ายช้าๆจะม่ายเย็นเลย..”

 
อารัมภบท
Poetry - ขำขันแขก
Written by Jirawat   
Friday, 04 June 2010 13:38

"ขำขันแขก"

ประสบการณ์จากการที่เคยไปทำงานก่อสร้างและใช้ชีวิตที่อินเดียเป็นเวลาสองปี ทำให้ได้พบ ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟังและได้อ่านเรื่องราวของสังคมคนอินเดียมามากพอสมควร
ส่วนมากเราจะรู้จักอินเดียในด้านวัฒนธรรมและศาสนาเพราะอินเดียเป็นแหล่งกำเนิดของศาสนาและลัทธิต่างๆมากมาย แน่นอนว่ารวมถึงศาสนาพุทธที่ชาวไทยเรานับถือเป็นส่วนใหญ่
แต่ที่อยากนำเสนอในเว็บนี้เป็นในอีกแง่มุมหนึ่งคือในด้านของอารมย์ขันหรรษา ความทื่อๆ และทัศนคติของคนอินเดียส่วนหนึ่ง
คนไทยเรามีทัศนคติต่อคนอินเดียว่าในเชิงที่เป็นคนเจ้าเล่ห์และชอบเอาเปรียบ คำพูดที่ว่า "ถ้าเจองงูกับเจอแขก ให้ตีแขกก่อน" เป็นประโยคที่คนไทยเคยได้ยินบ่อๆเมื่อพูดถึงคนอินเดีย
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวต่างๆที่นำมาลงไว้ ณ.ที่นี้มีทั้งเรื่องจริงบ้างและเรื่องเล่า(ที่คงไม่ใช่เรื่องจริง)บ้าง แต่ก็นำมาลงไว้เนื่องจากมีวัตถุประสงค์เพื่อความขำขันหรรษาเท่านั้น
อ่านแล้วก็คงรู้และเข้าใจได้เองว่าเรื่องไหนจริงและเรื่องไหนไม่จริง...เชิญติดตาม"ขำขันแขก" ได้เลยครับ

 
เรื่องที่ 4 "ที่รัก..ดูเหมือนว่าผมหาลูกกอล์ฟเจอแล้ว"
Poetry - ขำขันนักกอล์ฟ
Written by Jirawat   
Thursday, 03 June 2010 14:07

"ที่รัก..ดูเหมือนว่าผมหาลูกกอล์ฟเจอแล้ว"

 

กาลครั้งหนึ่งไม่นานมานี้เอง โปรนิจถูกหามเข้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลในสภาพบอบช้ำ มีแผลแตกที่หัวเลือบอาบหน้าและยังมีเลือดไหลออกทางจมูก แถมยังมีมีก้านเหล็ก 5 พันรอบคออีกต่างหาก
หลังจากที่หมอง้างเอาก้านเหล็ก 5 ที่พันรอบคอออกและทำแผลให้แล้ว
คุณหมอซึ่งก็เป็นนักอล์ฟตัวยงเช่นกัน เล่นกอล์ฟมาก็หลายปี
แต่ก็ไม่เคยเจอเคสอุบัติเหตุจากการเล่นกอล์ฟท่ประหลาดและสาหัสเช่นในรายของโปรนิจผู้นี้
คุณหมอจึงอดที่จะถามไม่ได้ "เหตุการณ์มันเป็นยังไงกันครับ เล่นกอล์ฟยังไงถึงได้แย่ขนาดนี้?"
โปรนิจตอบว่า"เรื่องมันยาวหน่อยนะหมอ แต่ถ้าหมออยากรู้ผมก็จะเล่าให้ฟัง..คือว่าเมื่อคืนผมทะเลาะกับเมีย วันนี้ตื่นเช้ามาผมรู้สึกผิด ผมก็เลยขอโทษเธอ แต่ดูเหมือนว่าเธอก็ยังไม่หายโกรธยังตึงๆกับผมอยู่ ผมจึงหาเรื่องประจบโดยการชวนเธอไปออกรอบกันสองคน ซึ่งเธอก็ดูเหมือนว่าหลั่นล้ารับข้อเสนอของผมทันทีทันที สนามกอล์ฟดูเหมือนว่าว่างมากครับหมอวันนี้ อากาศก็ดูเหมือนว่าดีมาก พอเราสองคนเล่นมาถึงหลุมเก้า ปรากฎว่าเมียผมทำลูกหาย ผมหมายถึงลูกกอล์ฟนะครับหมอ เราสองคนช่วยกันหาลูกอยู่นานก็ไม่เจอ แต่ผมมาเอะใจที่เห็นแม่วัวตัวหนึ่งยืนเคี้ยวเอื้องอยู่ใกล้บริเวณที่เรากำลังหาลูกกันอยู่ ผมก็เลยเดินเข้าไปหาแม่วัวตัวนั้น มันแปลกมากครับหมอ แม่วัวตัวนั้นยืนนิ่งๆไม่ยอมเดินหนีไปไหนแต่ดูเหมือนว่าหน้าตาบูดเบี้ยวเหมือนเจ็บปวด ผมเดินอ้อมรอบๆแม่วัว หมอเชื่อไหมครับ ผมสังเกตเห็นอะไรกลมๆสีขาวๆอยู่ใต้หางแม่วัว ต่ำกว่าตูดแม่วัวลงมาหน่อย ผมก็เลยยกหางแม่วัวขึ้นดู ปรากฏว่า...."
คุณหมอนั่งฟังพยักหน้าตามโปรนิจหงึกๆมานานแล้ว ก็อดพูดบ้างไม่ได้ว่า "คุณอย่าบอกนะว่าไอ้ที่ติดอยู่ตรงนั้นของแม่วัวน่ะมันเป็นลูกกอล์ฟ"
"ใช่จริงๆครับหมอ ดูเหมือนว่ามันคือลูกกอล์ฟ" โปรนิจตอบทำหน้าขึงขัง
"เหรอๆ แล้วยังไงต่อครับ?"คุณหมอซัก
"ผมก็เรียกเมียผมมาดูใกล้ๆ เพื่อจะให้เธอยืนยันว่าใช่ลูกกอล์ฟของเธอที่หายไปหรือไม่ ผมมันคนรักษากฎการเล่นกอล์ฟน่ะหมอ"
"อ้าว แล้วมันยังไงถึงได้เกิดการบาดเจ็บกันขนาดนี้?" คุณหมออยากรู้เร็วๆ
โปรนิจตอบเสียงต่ำว่า "ผมก็ยกหางวัวขึ้น ชี้ให้เมียผมดูลูกตรงตำแหน่งนั้นของแม่วัว แล้วผมก็แค่พูดว่า...."
"พูดว่าอะไรครับ?" คุณหมอเร่งเร้าโปรนิจ
โปรนิจตอบเสียงอ่อยๆว่า "ผมพูดว่า นี่ดูเหมือนของเธอใช่ไหม?"

Last Updated on Thursday, 03 June 2010 14:19
 
เรื่องที่ 3 "ลูกกอล์ฟวิเศษ"
Poetry - ขำขันนักกอล์ฟ
Written by Jirawat   
Thursday, 03 June 2010 13:58

"ลูกกอล์ฟวิเศษ"

 

ในขณะที่นักกอล์ฟหนุ่มกำลังตั้งท่าเตรียมที-ออฟที่แท่นสตาร์ทหลุมที่ 1
ทันใดนั้นก็มีหนุ่มหน้าตามอมแมมอีกคนหนึ่งวิ่งจู๊ดขึ้นมาขัดจังหวะบนแท่นที-ออฟพร้อมกับเสนอขายลูกกอล์ฟวิเศษ
"มันวิเศษยังไง?" นักกอล์ฟหนุ่มถาม
คนขายลูกกอล์ฟก็อรรถาธิบายว่า"มันเป็นลูกกอล์ฟที่ไม่มีวันหาย"
นักอล์ฟหนุ่มถามว่า"เอ้า ถ้าฉันตีตกน้ำล่ะ?"
"ลูกกอล์ฟมันจะลอยน้ำและมันรู้ด้วยว่าฝั่งที่มันตกอยู่ตรงไหน แล้วมันก็จะหมุนตัวเองเข้าหาฝั่ง" คนขายตอบ
"แล้วถ้าฉันตีเข้ารัฟหรือเข้าป่าล่ะ?" นักกอล์ฟซักต่อ
"อ๋อ ลูกกอล์ฟมันจะส่งเสียง บี๊ปๆๆ ให้ได้ยินจนกว่าจะหาเจอ" คนขายชี้แจง
นักกอล์ฟหนุ่มถามต่อว่า"อ้าว..แล้วถ้าฉันเกิดตีเข้าป่าตอนฟ้ามืดแล้วล่ะ?"
"อ๋อ ลูกกอล์ฟมันจะส่งเสียง บี๊ปๆๆ พร้อมเรืองแสงวาบๆ" คนขายอธิบายสรรพคุณ
นักกอล์ฟหนุ่ม"เอาอย่างนี้นะ คำถามสุดท้าย คุณไปเอาลูกกอล์ฟวิเศษนี่มาจากไหน?"
คนขายตอบว่า"จากในสนามนี่แหละ ผมเก็บได้"

Last Updated on Thursday, 03 June 2010 14:03
 
<< Start < Prev 1 2 3 Next > End >>

Page 1 of 3