Loading ...

Facebook Share

Share on facebook
สะเปะสะปะ
เรื่องที่ 3 "กรณีตัวอย่างสำหรับวิธีคิดเชิงธุรกิจสไตล์แขกอินเดีย"
Poetry - ขำขันแขก
Written by Jirawat   
Friday, 04 June 2010 13:43

"กรณีตัวอย่างสำหรับวิธีคิดเชิงธุรกิจสไตล์แขกอินเดีย"

 

(เรื่องนี้เป็นเรื่องไม่จริง แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในอเมริกา)
แขกอินเดียหนุ่มใหญ่เดินเข้าไปในธนาคารแห่งหนึ่งในนิวยอร์คและตรงดิ่งไปที่เค้าท์เตอร์ฝ่ายสินเชื่อ
เขาแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อว่าเขากำลังจะเดินทางไปทำธุรกิจที่อินเดียเป็นเวลาสองสัปดาห์และเขาต้องการกู้เงินจากธนาคารสัก 5,000 เหรียญ
เจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อแจ้งว่าจะต้องมีหลักประกันการกู้ยืม แขกจึงส่งกุญแจรถเฟอร์รารี่คันใหม่เอี่ยมของเขาที่จอดอยู่หน้าธนาคารให้
เจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อตรวจสอบแล้วก็ตกลงและยอมรับให้ใช้รถเฟอร์รารี่คันนั้นค้ำประกันการกู้เงินได้

ทั้งประธานและเจ้าหน้าที่ธนาคารต่างหัวเราะและขบขันในการที่แขกใช้รถเฟอร์รารี่ใหม่เอี่ยมราคาสูงถึง 250,000 เหรียญ เพื่อค้ำประกันเงินกู้เพียง 5,000 เหรียญ
คนขับรถของธนาคารได้นำรถเฟอร์รารี่คันนั้นไปจอดเก็บไว้อย่างดีในโรงจอดรถของธนาคาร

สองสัปดาห์ต่อมา แขกคนนั้นก็กลับมาที่ธนาคาร เขาจัดแจงคืนเงินกู้ 5,000 เหรียญให้กับทางธนาคารพร้อมดอกเบี้ยที่ธนาคารคิดไว้เป็นเงินอีก 15 เหรียญ
เจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อพูดกับแขกว่า "ท่านครับ เรายินดีที่ได้ทำธุรกิจครั้งนี้กับท่าน แต่เรามีข้อสงสัยอยู่บางอย่าง คือระหว่างที่ท่านไม่อยู่ เราได้ตรวจสอบและพบว่าท่านเป็นถึงมหาเศรษฐีแต่ทำไมท่านต้องมายืมเงินเพียงแค่ 5,000 เหรียญจากเรา?"
แขกตอบว่า "ไม่มีที่ไหนอีกแล้วในนิวยอร์คที่ฉันจะจอดเก็บรถคันนี้ไว้ได้อย่างปลอดภัยเป็นเวลาสองสัปดาห์ ในราคาแค่ 15 เหรียญ"

Last Updated on Saturday, 05 June 2010 08:13
 
เรื่องที่ 2 "อาหารอินเดีย"
Poetry - ขำขันแขก
Written by Jirawat   
Friday, 04 June 2010 13:42

"อาหารอินเดีย"

 

เมื่อไปอินเดียช่วงแรกๆห้องครัวยังไม่พร้อมนัก ทุกวันอาหารประจำของพวกเราก็มักจะเป็นผัดผักที่จำเจและน่าเบื่อ
วันหนึ่ง มีรุ่นน้องคนไทยที่อยู่อินเดียมาก่อนหลายปีแวะมาเยี่ยมและชวนไปกินอาหารอินเดีย
ผมเห็นว่าน่าลองดู ก็เลยพากันยกโขยงไปกินกันที่ภัตตาคารแขกในละแวกที่พัก
อาหารหลักในภัตตาคารของอินเดียคือ"ดาล"ซึ่งเป็นถั่วต้มเละๆ
เวลากินต้องใช้"นาน"จิ้มตักกิน
"นาน"ก็คือแผ่นแป้งโรฏีย่างไฟโดยเขาจะเอาถ่านที่ติดไฟใส่ไว้ในหม้อดินและเอาแผ่นแป้งมาแปะย่างบนผิวด้านนอกของหม้อดินร้อน
หรือลองนึกภาพก็เหมือนแป้งจี่เป็นแผ่นๆของบ้านเรานั่นแหละ
เมื่อบริกรยกอาหารมาเสริฟครบถ้วนแล้ว รุ่นน้องคนนั้นหันมาถามผมว่า "พี่ เอานานไหมครับ?"
ผมตอบเขาไปว่า" ประมาณ..สิบห้านาที"

 
เรื่องที่ 1 "พัดแขก"
Poetry - ขำขันแขก
Written by Jirawat   
Friday, 04 June 2010 13:40

"พัดแขก"

 

ทำไมถึงเรียก”พัดแขก” คำตอบคือ เพราะว่ามันทำในเมืองแขกและมีขายในเมืองแขก
เมืองแขกในเรื่องนี้หมายถึงกรุงนิวเดลลี หรือที่มักกันเรียกสั้นๆว่าเดลลี ประเทศอินเดีย
จริงๆแล้วพัดแขกก็ไม่มีอะไรที่พิเศษแตกต่างไปจากพัดจีนหรือพัดโบกธรรมดาๆที่เราเห็นกันทั่วไปนั่นแหละ
ประโยชน์ใช้สอยก็ไม่ได้แตกต่างกันแต่อย่างใด เพียงแต่จับขึ้นมา คลี่กางออกให้สุด
แล้วก็ใช้มือจับที่โคนก้านพัด
โบกไปโบกมาตรงหน้าเราเพื่อพัดให้อากาศเคลื่อนไหวมาปะทะใบหน้าเราให้รู้สึกเย็นสบาย ก็แค่นั้น
อากาศในกรุงเดลลี ประเทศอินเดียนั้น
หน้าร้อนจะร้อนมากๆอีกทั้งความชื้นในอากาศก็ต่ำมากจึงจัดว่าเป็นร้อนแผด มีบางวันอุณหภูมิอาจสูงขึ้นไปถึง
๔๘-๔๙ องศาเซลเซียส เรียกว่าร้อนตับทะลัก คงพอจะนึกภาพออกเพราะหากเปรียบเทียบกับบ้านเราที่ว่าร้อนชื้น
วันไหนอุณหภูมิขึ้นไฟถึง ๓๙-๔๐ องศา ก็พูดกันถึงว่าร้อนตับแลบแล้ว
มีเรื่องเล่าว่าคุณนายสายสมรนางหนึ่งไปซัมเมอร์ทัวร์อินเดีย ท่องเที่ยวเชิงธรรมะที่เมืองพาราณสี
ผ่านเมืองลัคนาว และขาจะกลับเมืองไทยต้องไปขึ้นเครื่องบินที่เดลลี
เพราะเหตุที่ว่าเที่ยวบินขากลับเมืองไทยนั้นกว่าจะออกจากสนามบินเดลลีก็เป็นเวลาเที่ยงคืนกว่าๆ
แต่คุณนายเดินทางมาถึงเดลลีตั้งแต่ช่วงบ่าย
ก็เลยต้องฆ่าเวลารอโดยการเที่ยวซื้อของที่ตลาดจันทร์ปัฏในกรุงเดลลี
ที่ตลาดแห่งนี้จะมีของแทบทุกอย่างที่มีในอินเดียมารวมกัน
อากาศวันนั้นก็ร้อนตับทะลัก เดินดูของได้สักพักเดียวคุณนายสายสมรก็ร้อนแทบจะเป็นลมตาย
บังเอิญเดินผ่านหน้าร้านขายของกระจุ๊กกระจิ๊กร้านหนึ่งเหลือบเห็นว่ามีพัดวางขาย
คุณนายรีบปรี่เข้าไปซื้อและต่อรองราคาตามวิสัย จากอันละ ๒๐ รูปี
ต่อรองแล้วแขกอาบังคนขายลดให้เหลือแค่อันละ ๑๐ รูปี ก็เลยซื้อซะห้าอัน เผื่อเอาไปเป็นของฝากด้วย
จ่ายเงินรับของใส่ถุงกันเสร็จสรรพ คุณนายก็เดินฉับๆออกจากร้านไป ควักเอาพัดในถุงขึ้นมาหนึ่งอัน
คลี่พัดกางออกพัดโบกไล่ความร้อนของเดลลี โบกพัดไปมาแค่สองสามครั้ง
ปรากฏว่าพัดหลุดลุ่ยแยกออกจากกันเป็นชิ้นๆต่อหน้าต่อตา ร้อนก็ร้อน โมโหก็โมโห
คุณนายหันหลังเดินปรี่กลับไปที่ร้านอาบัง ทันทีที่เห็นหน้า คุณนายก็เริ่มต่อว่าอาบัง ฉอดๆ
คุณนาย “นี่ พัดของยูคุณภาพต่ำมาก พัดครั้งเดียว พังแล้ว ไม่เอาแล้ว เอาพัดคืนไป คืนเงินฉันมา!”
“อีนี้ เดี๋ยวก่อนๆ อีนี้มาดามทำพัดยังไง มันถึงพังง่ายๆอย่างงี้” อาบังเอียงคางถามอย่างสงสัย
“จะยังไงอีกล่ะ ก็แค่พัดอย่างนี้ อย่างนี้ มันก็พังแล้ว!” คุณนายทำไม้ทำมือออกท่าทางการใช้พัดโบกๆให้อาบังดู
“โอ..ไอซี อีนี้..จะคืนของ คืนเงินให้กันไม่ได้หรอก..อีนี้..เพราะว่ามาดามใช้พัดไม่ถูกวิธี อีนี้..มิสยูส”
“จะบ้าเหรอ ฉันใช้ไม่ถูกวิธียังไง ยังไง บอกมาซิ!” คุณนายกระแทกเสียงด้วยความโมโหยิ่งขึ้นไปอีก
อาบังว่า “มาดามต้องไม่โบกพัด แต่ต้องกางพัดออกแล้วถือพัดไว้นิ่งๆ ตรงหน้า แล้วส่ายหน้าซ้าย-ขวาๆๆๆ เหมือนพัดลมส่ายแต่ต้องส่ายรัวเร็วๆ ด้วยนะมาดาม ถ้าส่ายช้าๆจะม่ายเย็นเลย..”

 
อารัมภบท
Poetry - ขำขันแขก
Written by Jirawat   
Friday, 04 June 2010 13:38

"ขำขันแขก"

ประสบการณ์จากการที่เคยไปทำงานก่อสร้างและใช้ชีวิตที่อินเดียเป็นเวลาสองปี ทำให้ได้พบ ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟังและได้อ่านเรื่องราวของสังคมคนอินเดียมามากพอสมควร
ส่วนมากเราจะรู้จักอินเดียในด้านวัฒนธรรมและศาสนาเพราะอินเดียเป็นแหล่งกำเนิดของศาสนาและลัทธิต่างๆมากมาย แน่นอนว่ารวมถึงศาสนาพุทธที่ชาวไทยเรานับถือเป็นส่วนใหญ่
แต่ที่อยากนำเสนอในเว็บนี้เป็นในอีกแง่มุมหนึ่งคือในด้านของอารมย์ขันหรรษา ความทื่อๆ และทัศนคติของคนอินเดียส่วนหนึ่ง
คนไทยเรามีทัศนคติต่อคนอินเดียว่าในเชิงที่เป็นคนเจ้าเล่ห์และชอบเอาเปรียบ คำพูดที่ว่า "ถ้าเจองงูกับเจอแขก ให้ตีแขกก่อน" เป็นประโยคที่คนไทยเคยได้ยินบ่อๆเมื่อพูดถึงคนอินเดีย
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวต่างๆที่นำมาลงไว้ ณ.ที่นี้มีทั้งเรื่องจริงบ้างและเรื่องเล่า(ที่คงไม่ใช่เรื่องจริง)บ้าง แต่ก็นำมาลงไว้เนื่องจากมีวัตถุประสงค์เพื่อความขำขันหรรษาเท่านั้น
อ่านแล้วก็คงรู้และเข้าใจได้เองว่าเรื่องไหนจริงและเรื่องไหนไม่จริง...เชิญติดตาม"ขำขันแขก" ได้เลยครับ

 
เรื่องที่ 4 "ที่รัก..ดูเหมือนว่าผมหาลูกกอล์ฟเจอแล้ว"
Poetry - ขำขันนักกอล์ฟ
Written by Jirawat   
Thursday, 03 June 2010 14:07

"ที่รัก..ดูเหมือนว่าผมหาลูกกอล์ฟเจอแล้ว"

 

กาลครั้งหนึ่งไม่นานมานี้เอง โปรนิจถูกหามเข้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลในสภาพบอบช้ำ มีแผลแตกที่หัวเลือบอาบหน้าและยังมีเลือดไหลออกทางจมูก แถมยังมีมีก้านเหล็ก 5 พันรอบคออีกต่างหาก
หลังจากที่หมอง้างเอาก้านเหล็ก 5 ที่พันรอบคอออกและทำแผลให้แล้ว
คุณหมอซึ่งก็เป็นนักอล์ฟตัวยงเช่นกัน เล่นกอล์ฟมาก็หลายปี
แต่ก็ไม่เคยเจอเคสอุบัติเหตุจากการเล่นกอล์ฟท่ประหลาดและสาหัสเช่นในรายของโปรนิจผู้นี้
คุณหมอจึงอดที่จะถามไม่ได้ "เหตุการณ์มันเป็นยังไงกันครับ เล่นกอล์ฟยังไงถึงได้แย่ขนาดนี้?"
โปรนิจตอบว่า"เรื่องมันยาวหน่อยนะหมอ แต่ถ้าหมออยากรู้ผมก็จะเล่าให้ฟัง..คือว่าเมื่อคืนผมทะเลาะกับเมีย วันนี้ตื่นเช้ามาผมรู้สึกผิด ผมก็เลยขอโทษเธอ แต่ดูเหมือนว่าเธอก็ยังไม่หายโกรธยังตึงๆกับผมอยู่ ผมจึงหาเรื่องประจบโดยการชวนเธอไปออกรอบกันสองคน ซึ่งเธอก็ดูเหมือนว่าหลั่นล้ารับข้อเสนอของผมทันทีทันที สนามกอล์ฟดูเหมือนว่าว่างมากครับหมอวันนี้ อากาศก็ดูเหมือนว่าดีมาก พอเราสองคนเล่นมาถึงหลุมเก้า ปรากฎว่าเมียผมทำลูกหาย ผมหมายถึงลูกกอล์ฟนะครับหมอ เราสองคนช่วยกันหาลูกอยู่นานก็ไม่เจอ แต่ผมมาเอะใจที่เห็นแม่วัวตัวหนึ่งยืนเคี้ยวเอื้องอยู่ใกล้บริเวณที่เรากำลังหาลูกกันอยู่ ผมก็เลยเดินเข้าไปหาแม่วัวตัวนั้น มันแปลกมากครับหมอ แม่วัวตัวนั้นยืนนิ่งๆไม่ยอมเดินหนีไปไหนแต่ดูเหมือนว่าหน้าตาบูดเบี้ยวเหมือนเจ็บปวด ผมเดินอ้อมรอบๆแม่วัว หมอเชื่อไหมครับ ผมสังเกตเห็นอะไรกลมๆสีขาวๆอยู่ใต้หางแม่วัว ต่ำกว่าตูดแม่วัวลงมาหน่อย ผมก็เลยยกหางแม่วัวขึ้นดู ปรากฏว่า...."
คุณหมอนั่งฟังพยักหน้าตามโปรนิจหงึกๆมานานแล้ว ก็อดพูดบ้างไม่ได้ว่า "คุณอย่าบอกนะว่าไอ้ที่ติดอยู่ตรงนั้นของแม่วัวน่ะมันเป็นลูกกอล์ฟ"
"ใช่จริงๆครับหมอ ดูเหมือนว่ามันคือลูกกอล์ฟ" โปรนิจตอบทำหน้าขึงขัง
"เหรอๆ แล้วยังไงต่อครับ?"คุณหมอซัก
"ผมก็เรียกเมียผมมาดูใกล้ๆ เพื่อจะให้เธอยืนยันว่าใช่ลูกกอล์ฟของเธอที่หายไปหรือไม่ ผมมันคนรักษากฎการเล่นกอล์ฟน่ะหมอ"
"อ้าว แล้วมันยังไงถึงได้เกิดการบาดเจ็บกันขนาดนี้?" คุณหมออยากรู้เร็วๆ
โปรนิจตอบเสียงต่ำว่า "ผมก็ยกหางวัวขึ้น ชี้ให้เมียผมดูลูกตรงตำแหน่งนั้นของแม่วัว แล้วผมก็แค่พูดว่า...."
"พูดว่าอะไรครับ?" คุณหมอเร่งเร้าโปรนิจ
โปรนิจตอบเสียงอ่อยๆว่า "ผมพูดว่า นี่ดูเหมือนของเธอใช่ไหม?"

Last Updated on Thursday, 03 June 2010 14:19
 
เรื่องที่ 3 "ลูกกอล์ฟวิเศษ"
Poetry - ขำขันนักกอล์ฟ
Written by Jirawat   
Thursday, 03 June 2010 13:58

"ลูกกอล์ฟวิเศษ"

 

ในขณะที่นักกอล์ฟหนุ่มกำลังตั้งท่าเตรียมที-ออฟที่แท่นสตาร์ทหลุมที่ 1
ทันใดนั้นก็มีหนุ่มหน้าตามอมแมมอีกคนหนึ่งวิ่งจู๊ดขึ้นมาขัดจังหวะบนแท่นที-ออฟพร้อมกับเสนอขายลูกกอล์ฟวิเศษ
"มันวิเศษยังไง?" นักกอล์ฟหนุ่มถาม
คนขายลูกกอล์ฟก็อรรถาธิบายว่า"มันเป็นลูกกอล์ฟที่ไม่มีวันหาย"
นักอล์ฟหนุ่มถามว่า"เอ้า ถ้าฉันตีตกน้ำล่ะ?"
"ลูกกอล์ฟมันจะลอยน้ำและมันรู้ด้วยว่าฝั่งที่มันตกอยู่ตรงไหน แล้วมันก็จะหมุนตัวเองเข้าหาฝั่ง" คนขายตอบ
"แล้วถ้าฉันตีเข้ารัฟหรือเข้าป่าล่ะ?" นักกอล์ฟซักต่อ
"อ๋อ ลูกกอล์ฟมันจะส่งเสียง บี๊ปๆๆ ให้ได้ยินจนกว่าจะหาเจอ" คนขายชี้แจง
นักกอล์ฟหนุ่มถามต่อว่า"อ้าว..แล้วถ้าฉันเกิดตีเข้าป่าตอนฟ้ามืดแล้วล่ะ?"
"อ๋อ ลูกกอล์ฟมันจะส่งเสียง บี๊ปๆๆ พร้อมเรืองแสงวาบๆ" คนขายอธิบายสรรพคุณ
นักกอล์ฟหนุ่ม"เอาอย่างนี้นะ คำถามสุดท้าย คุณไปเอาลูกกอล์ฟวิเศษนี่มาจากไหน?"
คนขายตอบว่า"จากในสนามนี่แหละ ผมเก็บได้"

Last Updated on Thursday, 03 June 2010 14:03
 
เรื่องที่ 2 "นักกอล์ฟเยาวชนเกษียณ"
Poetry - ขำขันนักกอล์ฟ
Written by Jirawat   
Thursday, 03 June 2010 13:53

"นักกอล์ฟเยาวชนเกษียณ"

 

หลังจากปลดเกษียณจากราชการ ถึงแม้จะหลายปีผ่านมาแล้ว
ปู่นิจกับปู่เบ ก็ยังนัดกันออกรอบให้ได้ทุกอาทิตย์อย่างน้อยก็อาทิตย์ละครั้ง
ด้วยวัยที่ชรามากแล้ว อัลไซเมอร์ก็เริ่มถามหาสายตาก็เริ่มฝ้าฟาง
แต่ปู่นิจกับปู่เบก็ยังต่างเล่นกอล์ฟกันไปแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย
จะพนันกันบ้างก็เพียงแค่พอสนุกๆ หลุมละยี่สิบบาท แฟลตเรท ขาดตัว
ระหว่างตีไปต่างคนก็ต่างหาเรื่องชื่นชมอีกฝ่ายหนึ่ง เป็นการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน
ขึ้นหลุมที่ 5 เป็นพาร์ 5 ซึ่งช้อตที-ออฟต้องเบ่งระยะเพื่อให้พ้นขาหมา(Dog Leg-แฮะๆ)
ปู่นิจเริ่มที-ออฟก่อน ซัดเปรี้ยงเต็มเหนี่ยวส่งลูกกอล์ฟทะยานไปกลางแฟร์เวย์
ปู่เบ ยืนมือป้องหน้ามองตามลูกกอล์ฟที่ลอยละลิ่วออกไป ปากก็เอ่ยชมว่า "เฮ้ย ไอ้นิจ ช้อตนี้มึงตีไกลมากๆเลยว่ะ"
ปู่นิจยิ้มด้วยความพอใจ ก้มลงเก็บที ในขณะที่ปู่เบก้มลงปักที
ปู่นิจหันไปถามปู่เบว่า "แล้วลูกกูตกไหนวะ?"
ปู่เบตอบว่า "กูจำไม่ได้แล้วว่ะ"

Last Updated on Thursday, 03 June 2010 14:04
 
เรื่องที่ 1 "นักกอล์ฟติดเกาะ"
Poetry - ขำขันนักกอล์ฟ
Written by Jirawat   
Thursday, 03 June 2010 13:50

"นักกอล์ฟติดเกาะ"

 

นักกอล์ฟหนุ่มคนหนึ่งประสบเหตุเรือล่มและตัวเขาไปติดอยู่ที่เกาะร้างเป็นเวลาถึงสิบปีที่ไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้เลย
อยู่มาวันหนึ่งมีนักดำน้ำสาวสวยพลัดหลงมาโผล่ขึ้นฝั่งที่เกาะนั้น
นักดำน้ำสาวถามนักกอล์ฟหนุ่มว่า"นานเท่าไหร่แล้วที่คุณติดอยู่ที่เกาะร้างแห่งนี้?"
"สิบปีแล้ว" นักกอล์ฟตอบ
นักดำน้ำสาวถามต่อว่า"นานเท่าไหร่แล้วที่คุณไม่ได้สูบบุหรี่?"
"สิบปีแล้ว" นักกอล์ฟตอบ
นักดำน้ำสาวรูดซิปกระเป๋าชุดประดาน้ำตรงหน้าอกด้านซ้ายและหยิบบุหรี่มาร์โบโลออกมาพร้อมไฟแช้กส่งให้เขา
นักกอล์ฟหนุ่มรีบคว้าบุหรี่มาจุดและอัดเต็มปอด ปากก็พร่ำว่า "โอว...มีบุหรี่ด้วย ยอดจริงๆ"
นักดำน้ำสาวถามต่อว่า"นานเท่าไหร่แล้วที่คุณไม่ได้กินเหล้า?"
"สิบปีแล้ว" นักกอล์ฟตอบ
นักดำน้ำสาวรูดซิปกระเป๋าชุดประดาตรงหน้าอกด้านขวาและล้วงเอาแบล้คเลเบลขวดแบนส่งให้เขา
นักกอล์ฟหนุ่มรีบคว้าเหล้ามาเปิดดื่มอั๊กๆ ปากก็พร่ำว่า "โอว...เยี่ยมจริงๆ มีวิสกี้อย่างดีด้วย"
นักดำน้ำสาวเริ่มรูดซิปผ่าหน้าของชุดประดาน้ำจนต่ำลงไปกว่าใต้สะดือแล้วถามนักกอล์ฟหนุ่มว่า"นานเท่าไหร่แล้วที่คุณไม่ได่เล่นอะไรที่สนุกสุดๆ?"
นักกอล์ฟหนุ่มยืนจังงังจ้องมองตามอากัปกิริยานักดำน้ำสาวจนแทบตาถลนออกนอกเบ้า

ปากก็พร่ำว่า "โอววว...อย่าบอกนะว่าคุณมีชุดไม้กอล์ฟติดมาด้วย"

Last Updated on Thursday, 03 June 2010 14:20
 
อารัมภบท
Poetry - ขำขันนักกอล์ฟ
Written by Jirawat   
Thursday, 03 June 2010 13:47

ขอถือโอกาสเปิดคอลัมน์ "ขำขันนักกอล์ฟ" เสริมเพิ่มขึ้นมาเพื่อความฮาเฮ
โดยเฉพาะท่านที่โปรดปรานหรือคลั่งใคล้ในกีฬากอล์ฟอ่านแล้วจะยิ่งถึงอารมย์
อีกทั้งสามารถเก็บไว้เล่าต่อให้เพื่อนในก๊วนฟังระหว่างออกรอบได้เพื่อเป็นการทำลายสมาธิคู่ต่อสู้(พนัน) อันนี้เป็นวิชามารในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งไม่น่าเกลียด
หรือถ้าไปออกรอบคนเดียวก็เก็บไปเล่าให้แค้ดดี้(สาวๆ)ฟังก็ได้ อันนี้เป็นวิชาหมาหยอกไก่

เรื่องราวของขำขันต่างๆที่นำมาเล่าสู่กันฟังในที่นี้ ขอให้ถือเสียว่าเป็นนิทาน(เพราะมันไม่ใช่เรื่องจริง)ที่ผมเขียนลงในกระทู้ในเว็บบอร์ดของเพื่อนร่วมรุ่นสมัยเรียนมหาวิทยาลัย
บางเรื่องก็(ถือวิสาสะ)เอาเรื่องที่เพื่อนๆเป็นผู้เล่านำมาเล่าต่อเพราะเห็นว่าเรื่องนั้นๆสนุกดี และหวังว่าเพื่อนๆผมคงไม่สงวนลิขสิทธิ์แต่อย่างใด
ท่านใดมีเรื่องขำขันในวงการกอล์ฟที่เด็ดๆ ก็ส่งเรื่องราวมาร่วมสนุกกันได้นะครับโดยส่งเป็นอีเมล์ถึง webmaster ของเรา

เชิญสนุกกับ "ขำขันนักกอล์ฟ" ได้เลยครับ......

 
อันความกรุณาปรานี
News - ร้ายสาระ
Written by Jirawat   
Wednesday, 26 May 2010 16:23

นายหิ้ม (ออกเสียง ฮิ่ม ก็ได้)เป็นเศรษฐีมีทรัพย์ที่เป็นที่รู้จักกันดีในละแวกหมู่บ้านเมืองโท(อยู่ติดๆกับหมู่บ้านเมืองเอก)
ชาวบ้านแถวนั้นเรียกขานนามให้ฉายาแกว่า "เศรษฐีหิ้ม" ซึ่งเป็นฉายาที่ตัวแกไม่โปรดปรานยิ่งนัก มิใช่เพราะว่าแกเป็นคนถ่อมตัวแต่ประการใด
แต่แกบอกว่ามันเป็นนามอัปมงคลเมื่อผวนคำ แกจึงบังคับให้คนแถวนั้นเรียกแกว่า "หิ้มผู้มั่งคั่ง"แทน
หิ้มผู้มั่งคั่งมีบ้านหลังใหญ่ราวกับวังอยู่บนเนื้อที่กว่า 5 ไร่ รายรอบด้วยสนามหญ้ากว้างขวางและต้นไม้เขียวชอุ่ม
วันหนึ่งด้วยความเบื่อหน่ายในเลย์เอ้าท์ของสนามกอล์ฟในเมืองเอก แกจึงออกไปเล่นกอล์ฟที่สนามนอกเมืองไกลออกไปแถวๆบางไทร อยุธยา
เล่นกอล์ฟเสร็จตอนก่อนเที่ยง หิ้มผู้มั่งคั่งก็ขับรถกลับทันทีเพื่อจะกลับไปกินข้าวกลางวันที่บ้าน
ถึงแม้ว่าแถวๆเสนา-สามโคกจะเรียงรายไปด้วยร้านอาหารอร่อยๆทั้งสองข้างทาง แต่หิ้มผู้มั่งคั่งก็ไม่ยอมแวะด้วยแกมีความคิดว่าการกินข้าวนอกบ้านนั้นมีค่าใช้จ่ายสูงและไม่คุ้มค่าเงิน
อีกอย่างคือที่บ้านแกนั้นมีอาหารการกินกับข้าวกับปลาอาหารสมบูรณ์พูลสุขทุกมื้อ จนบางมื้อก็กินไม่หมดและต้องเก็บใส่กล่องทัปเปอร์แวร์ไว้กินมื้อต่อไปจนแน่นตู้เย็น
ระหว่างทางขับรถกลับบ้านผ่านสามโคก หิ้มผู้มั่งคั่งสังเกตเห็นชายหญิงคู่หนึ่งกำลังแทะเล็มหญ้าแห้งอยู่ข้างทางก็ให้เกิดความสงสัยยิ่งนัก เขาจึงหยุดรถและลงไปถามไถ่
"ทำไมถึงมากินหญ้าแบบนี้" หิ้มผู้มั่งคั่งถามชายผู้ดูท่าทางน่าจะเป็นสามี
ชายคนนั้นเงยหน้าจากการแทะเล็มหญ้าแห้งและหันมามองหน้าหิ้มผู้มั่งคั่งด้วยแววตาที่อิดโรย
แล้วคำพูดก็แผ่วผ่านออกจากริมฝีปากที่แห้งกรังด้วยเสียงปนสะอื้นว่า "เราอดอยากไม่มีอะไรจะกิน"
หิ้มผู้มั่งคั่งได้ยินเช่นนั้นแทบเข่าอ่อนเป็นลม เขาให้รู้สึกสงสารและเวทนาสามีภรรยาทั้งคู่นั้นยิ่งนักจนพูดอะไรไม่ออกเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกที่คอหอย เขาแทบไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีคนจนถึงขนาดกับต้องกินหญ้าแห้งอย่างนี้ในขณะที่เขาเองมีอาหารกินอย่างเหลือเฟือ
"เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าไม่มีอะไรจะกินขนาดนี้ก็ไปที่บ้านฉัน" หิ้มผู้มั่งคั่งบอกกับคนทั้งสอง
คู่สามีภรรยาสบตากันด้วยความยินดีเหมือนมีพระมาโปรด ผู้เป็นภรรยานั้นถึงกับยกมือไหว้ท่วมหัว แล้วทั้งคู่จึงจูงมือกันเดินตามหิ้มผู้มั่งคั่งไปขึ้นรถเก๋งคันหรู
นั่งรถเพียงไม่กี่นาทีก็มาถึงบ้านหลังใหญ่ของหิ้มผู้มั่งคั่ง โดยหิ้มผู้มั่งคั่งเป็นคนลงไปเปิดประตูหน้าบ้านเอง
"ฉันไม่มีคนรับใช้ในบ้านหรอกนะเพราะว่าสมัยนี้ต้องจ่ายค่าจ้างแพงเหลือเกิน" หิ้มผู้มั่งคั่งกล่าวลอยๆกับสามีภรรยาทั้งคู่หลังจากนำรถเข้ามาจอดในบ้าน
แล้วหิ้มผู้มั่งคั่งก็พาคนทั้งคู่ลงจากรถเดินผ่านสนามหน้าบ้านอันกว้างใหญ่ ระหว่างทางที่เดินผ่านสนามหญ้าเขียวขจี หิ้มผู้มั่งคั่งหันหน้ามามองคนทั้งคู่พร้อมกับผายมือพูดว่า "เต็มที่เลยนะ หญ้าบ้านฉันกำลังงามเชียว"

 

Last Updated on Tuesday, 01 June 2010 15:05
 
ทวารทั้ง 9 และ ทวารทั้ง 6
News - ร้ายสาระ
Written by Jirawat   
Thursday, 22 April 2010 15:16

เคยสงสัยไหมครับว่าในกายของมนุษย์นั้นมันมีกี่ทวาร(ช่องเปิด)กันแน่
บ้างก็ว่ามี 9 ทวาร บ้างก็ว่ามี 6 ทวาร
ถูกทั้งคู่ครับ อยู่ที่ว่าจะมองหรือนับกันอย่างไร
ทวารทั้ง 9 นั้นมีที่มาจากการนับจำนวนช่องหรือรูเปิดในร่างกายมนุษย์ ได้แก่
1. ตา มี 2 ทวาร
2. หู มี 2 ทวาร
3. จมูก มี 2 ทวาร
4. ปาก มี 1 ทวาร
5. ช่องถ่ายของเสียเหลว มี 1 ทวาร (ช่องปัสสาวะ)
6. ช่องถ่ายของเสียแข็ง มี 1 ทวาร  (ช่องอุจจาระ)
แต่ถ้านับทวารเป็นอย่างๆ ก็จะมีเพียง 6 อย่าง ตามหัวข้อข้างต้น

อนึ่ง มี"ทวารทั้ง 6" ในอีกมุมมองหนึ่ง คือในมุมมองว่าเป็นรูเปิดของกายที่สามารถใช้เป็นประตูหรือช่องทางนำเข้าไปสู่"จิต"ได้
ได้แก่ 1.ตา  2.หู  3.จมูก  4.ลิ้น  5.กาย และ 6.ใจ
ถึงตรงนี้อาจมีผู้ถามว่า "จิต" กับ "ใจ" ต่างกันตรงไหน?
ตอบง่ายๆว่า ใจนั้นเป็นเรือนของจิตหรือพูดอีกนัยว่าใจเป็นเยื่อหุ้มจิต
หรือถ้าเปรียบเทียบกับคอมพิวเตอร์ ผมว่าใจคือแผ่นฮาร์ดดิสก์ ส่วนจิตคือโปรแกรมหรือซอร์ซโค้ดที่เขียนลงบนแผ่นฮาร์ดดิสก์นั่นเอง
ทั้ง จิต และ ใจ ต่างก็เป็นคำนามและเป็นนามธรรม คือไม่สามารถจับต้องได้(แต่รู้สึกได้)
จิต มีลักษณนามเป็น ดวง และเรามักจะได้ยินคำว่า ดวงจิต อยู่บ่อยๆ
ส่วนใจนั้นมีลักษณนามเป็น ดวง เช่นที่เรามักจะได้ยินคำว่า ดวงใจ หรืออาจจะใช้ลักษณนามเป็นเรือนก็ได้ดังเช่นที่เราเคยได้ยินคำว่า เรือนใจ
แต่ก็แปลกอยุ่อย่างหนึ่งในกรณีคนที่มีมากรักมากชู้ เรามักเรียกว่า คนหลายใจ แต่กลับไม่ใช้ คนใจหลายดวง หรือ คนใจหลายเรือน ก็ไม่เคยได้ยิน

วกกลับมาเรื่องทวารกันต่อ
ในกรณีของทวารทั้ง 9 นั้น ก็ให้นึกแปลกใจทุกคราไปที่ได้ยินเรื่องพระปิดทวารทั้ง 9
ให้สงสัยนักว่าพระท่านก็มีมือแค่ 2 มือเหมือนกับเรา ก็พยายามนึกอยู่ว่าท่านทำอย่างไรจึงปิดทวารได้ตั้ง 9 ช่อง
ในส่วนของทวารตานั้นก็น่าจะเป็นไปได้เพราะมีเปลือกตาลงมาปิดเองได้ หรือทวารปากก็หุบเองได้
แต่ทวารจมูก 2 รู กับ ทวารหู 2 ข้าง รวมเป็น 4 ช่อง จะเอามือแค่ 2 ข้างปิดได้อย่างไร (บางคนบอกว่าทำได้ โดยการใช้มือซ้าย-ขวาของแต่ละด้านเอาหัวแม่มืออุดจมูกและนิ้วชี้อุดรูหู ก็น่าจะได้จริงอย่างว่า)
ในส่วนของทวารหนักและทวารเบาก็อาจปิดได้โดยการขมิบไว้ แต่จะทนทานปิดได้นานแค่ไหน...ก็ไม่รู้

เอ้า..เป็นงานเป็นการหน่อย ในส่วนของทวารทั้ง 6 ในอีกมุมมองหนึ่ง คือมุมมองที่ว่าเป็นรูเปิดของกายที่สามารถใช้เป็นประตูหรือช่องทางนำเข้าไปสู่"จิต"ได้
อันได้แก่ 1.ตา  2.หู  3.จมูก  4.ลิ้น  5.กาย และ 6.ใจ นั้น
ถ้าสังเกตและพินิจพิเคราะห์ให้ดีก็จะพบว่า เป็นทวารที่ทำหน้าที่เพื่อการนำเข้าเป็นหลัก
ตา เห็น(นำเข้า)รูป รูปที่เกิดจากคลื่นแสงตกกระทบวัตถุและสะท้อนคลื่นแสงนั้นกลับมาเข้าตา (มีการนำออกบ้างเป็นครั้งคราวคือขี้ตาและน้ำตา)
หู ได้ยิน(นำเข้า)เสียง เสียงที่เกิดขึ้นเพราะมีการสั่นของวัตถุแล้วเกิดเป็นคลื่นเสียงเข้าหู (มีการนำออกบ้างคือขี้หู และน้ำหนวก)
จมูก ได้(นำเข้า)กลิ่น อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า กลิ่นนั้นเป็นคลื่นหรืออานุภาค หรือไม่ใช่ทั้งคู่ เพราะจนถึงปัจจุบันมนุษย์ยังไม่สามารถส่งกลิ่นไปออกอากาศทางทีวีเหมือนกรณีของแสงและเสียงได้ (มีการนำออกคือสั่งน้ำมูก)
ลิ้น ได้(นำเข้า)รสชาด เพราะมีต่อมรับรสกระจายอยู่ทั่วผิวลิ้นด้านบนนั่นเอง (การนำออกของลิ้น-ยังนึกไม่ออก เห็นก็แต่ในทารกที่ลิ้นเป็นฝ้าและลอกออกได้)
กาย ได้รับ(นำเข้า)สัมผัสผ่านผิวหนัง (การนำออกได้แก่เหงื่อไคลและขี้ไคล)
ใจ.....เอ่อ...แล้วใจล่ะ? รับนำเข้าหรือข้อมูลประเภทไหน ? ตอบว่า ใจนั้นก็คือสมองที่รับข้อมูลชั้นแรกมาจาก ตา หู จมูก ลิ้น และ กาย อีกทอดหนึ่งนั่นเอง
ใจหรือสมองเปรียบได้เหมือนหน่วยประมวลผลกลางหรือซีพียูของคอมพิวเตอร์นั่นเอง
อ้าว...แล้วจิตล่ะ จิตทำหน้าที่มีบทบาทอะไร?   ยังไม่มีคำตอบให้เพราะไม่ได้อยู่ในวัตถุประสงค์ที่ต้องการสื่อในคราวนี้

แต่หากหันกลับไปดูในกรณีของทวารทั้ง 9 ก็เห็นว่ามีทวารบางอย่างที่ทำหน้าที่หลักในการนำออกและไม่มีการนำเข้า เช่น
ทวารเบา เอาไว้เป็นทางออกของปัสสาวะเท่านั้น
ทวารหนัก ก็เห็นว่าทำหน้าที่หลักในการขับถ่ายอุจจาระออกจากร่างกายเท่านั้น เว้นแต่พวกตุ๊ดพวกเกย์ที่ต้องการนำเข้าบางอย่างผ่านช่องทางนี้

Last Updated on Tuesday, 27 April 2010 08:23
 
<< Start < Prev 1 2 3 Next > End >>

Page 1 of 3