Loading ...

Facebook Share

Share on facebook
Poetry Of the Plateau
บทกวีจากที่ราบสูง
Poetry - Poetry Of the Plateau
Written by Jirawat   
Tuesday, 12 January 2010 12:35

ความจากใจของผู้เขียน
   แรงบันดาลใจของผมสำหรับการเปิดคอลัมน์"บทกวีจากที่ราบสูง" นั้นมาจาก "ผญา" (อ่านว่า ผะ-หยา) ซึ่งเป็นภาษิตอีสานเล่าขานต่อกันนานมาแต่ครั้งโบราณ คำว่า"ผญา"ในภาษาอีสานนั้นหมายรวมถึง"ปัญญา"หรือ"ปรัชญา"ในภาษาไทยกลาง
   จากการสืบค้นพบว่ามีปราชญ์อีสานได้รวบรวม"ผญา"ไว้ในรูปแบบหนังสืออยู่บ้างประปราย บ้างก็มีแต่"อ้อยต้อยต่อนผญา"คือผญาล้วนๆ ซึ่งคนภาคอื่นหรือแม้แต่คนอีสานรุ่นหลังๆอ่านแล้วไม่เข้าใจเอาเสียเลย บ้างก็เป็นผญาพร้อมคำอธิบายในเชิงร้อยแก้วถึงความหมายของผญาบทนั้นๆ
   ผญานั้นจะเน้นความงามของจังหวะและท่วงทำนองของการออกเสียงเป็นหลัก มากกว่าการเน้นสัมผัสของคำ และเมื่อฟังท่วงทำนองเสียงจะคล้ายๆกับโคลงสี่สุภาพอยู่ในที จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะแปลหรือรจนาออกมาในรูปของโคลงสี่สุภาพโดยมีผญาดั้งเดิมเปรียบปรากฎอยู่ทางด้าซ้ายของหน้า
  วัตถุประสงค์ของ"บทกวีที่ราบสูง"ในเว็บไซต์"สะเปะสะปะ ดอท คอม"นี้ ก็เพื่อเป็นการรักษาและเผยแพร่บทผญาดีๆในรูปแบบของข้อมูลดิจิตอลออกสู่โลกกว้างผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เนต ดังนั้นเว็บไซต์ของเรายินดีเปิดรับและน้อมรับเสียงสะท้อนหรือบทผญาดีๆจากท่านผู้ที่บังเอิญแวะผ่านและเข้ามาอ่านงานชิ้นนี้ครับ
   อนึ่ง เว็บไซต์ของเราเป็นเว็บไซต์เล็กๆเพราะทำกันอยู่แค่สองคนพ่อ-ลูกเท่านั้น เราทำเพราะใจรัก ทำเท่าที่มีกำลังปัญญาและกำลังเงิน หากว่าวันใดวันหนึ่งทั้งปัญญาและเงินหมดลงไปก็อาจจะต้องปิดตัวเองลง..ก็ต้องรอดูกันต่อไปครับ

ณ.วันนี้ เรายังพอมีกำลัง ดังนั้นขอเชิญท่านที่สนใจเข้าไปสัมผัสกับ "บทกวีจากที่ราบสูง" โดยคลิกที่ Main Menu ทางด้านซ้ายที่หัวข้อ "บทกวีจากที่ราบสูง" ได้เลยครับ....

ด้วยจิตคารวะ..อยู่ดีมีแฮงทุกผู้ทุกคนเด้อ
จิรวัฒน์ มาลัย

บางรักน้อย

>>>>>>>>>>>>>

คำประกาศออกตัว (Disclaimer)
    ขอออกตัวไว้ ณ.ที่นี้ว่าตัวผมเองนั้นไม่ใช่กวี แต่มีอาชีพหลักทำมาหากินกับการเป็นวิศวกร(ผู้มีคุณสมบัติเป็นลูกอีสานขนานแท้โดยมีถิ่นกำเหนิดอยู่แถบลุ่มน้ำชี) แต่ด้วยความที่มีความชื่นชอบในความงามของภาษาและท่วงทำนองของผญา จึงได้เสนอหน้า(บังอาจ)เอาผญามาแปลข้ามร้อยแก้วไปเป็นโคลงสี่สุภาพ(บางบทก็ไม่ค่อยสุภาพนักและบางบทก็แปลข้ามเป็นกลอนแปด) ทั้งนี้โดยพยายามรักษาความหมายดั้งเดิมของผญาเอาไว้ให้มากที่สุดและในขณะเดียวกันก็พยายามที่จะรักษาฉันทลักษณ์ของโคลงสีสุภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉันทลักษณะของ"เอกเจ็ด-โทสี่" แต่ทั้งนี้จะไม่ใช้เอกโทษหรือโทโทษให้ฝืนความรู้สึก(ของตัวเอง) นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว ผมพยายามอย่างยิ่งที่จะใช้คำโดดที่ธรรมดาพื้นๆ ซึ่งเมื่ออ่านแล้วไม่ต้องแปลความหมายและไม่ต้องควานหาพจนานุกรมให้เสียเวลาและเสียความลื่นไหลของอารมย์ขณะที่ท่านกำลังอ่านบทกวี
....มิบังอาจเทียบชั้น......กวีกลอน
เป็นแต่งานวิศวกร..........เช่นข้าฯ
ทำงานเพื่อกินนอน.........พออิ่ม พอหลับ
เช้าตื่นมือลูบหน้า..........จึ่งรู้ชีพยัง
....วิศวกรนั่งจ้วงวิด........สวะกลอน
กลอนขัดก็ขัดกลอน........ปิดห้อง
โคลงเคลงก็เข้านอน.......ทอดหุ่ย
ขออย่าจับผิดจ้อง..........โปรดได้อ่านเพลิน

Last Updated on Thursday, 27 May 2010 08:55
 
เกริ่นนำ
Poetry - Poetry Of the Plateau
Written by Jirawat   
Tuesday, 12 January 2010 12:46

ขอนำเข้าสู่บทกวีจากที่ราบสูง โปรดอ่านแยกคอลัมน์ดังนี้ครับ

คอลัมน์ซ้ายสุดเป็นผญาอีสาน  ส่วนทางด้านขวา สองหรือหนึ่งคอลัมน์เป็นโคลงสี่สุภาพหรือกลอนแปด (แล้วแต่กรณี)

คอลัมน์ซ้ายเป็นผญา   คอลัมน์ขวาเป็นโคลงสี่..............

 

      อีสานฮ่าง (ผญา)         อีสานฤาร้าง (โคลงสี่)  
 ไผว่าเมืองอีสานฮ่าง                                      เสียงลือเสียงเล่าอ้าง  อีสาน ร้างฤา
 สิจูงแขนเพิ่นไปเบิ่ง  ไปมะ? ไปดูกัน  อย่าอ้าง
 เสียงแคนดังจ้นๆ  เสียงพิณแว่วแคนหวาน  ลั่นทุ่ง สะเทือนเมือง
 เสียงพิณโด๋โดดี้โด้ง  สมองพี่คิดเองบ้าง  จักร้างได้ไง
 มันสิฮ่าง ได้จังใด๋    

 

ครานี้เป็นในรูปกลอนแปดบ้าง..............

 

      อีสานฮ่าง?         อีสานร้าง..ได้ยังไง?  
 ไผว่าเมืองอีสานฮ่าง     ใครหนอช่างกล่าวขานอีสานร้าง  
 สิจูงแขนเพิ่นไปเบิ่ง  อยากเคียงข้างจูงแขนไปประจักษ์  
 เสียงแคนดังจ้นๆ  เสียงพิณแคนยังขับขานกันคึกคัก  
 เสียงพิณโด๋โดดดี้โด้ง  มาทึกทักอีสานร้าง..ด้ายยางงาย..  
 มันสิฮ่าง..ได้จังใด๋    
Last Updated on Thursday, 27 May 2010 08:54
 
หมวดที่หนึ่ง
Poetry - Poetry Of the Plateau
Written by Administrator   
Wednesday, 03 February 2010 13:38

หมวด ๑  "งึด" มีความหมายถึง "อัศจรรย์ใจ"

 

    ๑.๑. งึดหลาย       ๑.๑. อัศจรรย์ใจจริง  
   อัศจรรย์ใจโอ้                                   ข้าวสารอยู่ก้นถาด  ชะเง้อรอ
 ข้าวสารอยู่ในโอ สังโงคอขึ้ตอดไก่  จะกัดจิกขย้ำคอ  ไก่โต้ง
 ไม้ไผ่อยู่ในกอ ผัดโงคอสิกินซ้าง  คราต้นไผ่โน้มกอ  ขอกัด ช้างพลาย
 ซุมปลาย่าง ทะยานเต้นขึ้นไล่แมว  ปลาย่างซิ่งทิ้งโค้ง  ไล่ล้อมจับแมว
   แมวเสียใจ     เจ้าแมวเสียท่าแล้ว  เสียใจ
 แถหัวออกบวช  เข้าวัดโกนหัวไป  บวชแล้ว
 มีหนูซิงตาซวด เป็นแม่ออกค้ำ  มีหนูหริ่งตาใส  อุปัฏฐาก
 หาข้าวส่งเพล  ประพฤติสีกาแก้ว  นบไหว้ถวายเพล

 

.......................................................................................................................................................

 

    ๑.๒. งึดกุ้ง งึดปลาซิว       ๑.๒. อัศจรรย์ใจกุ้งและปลาซิว  
   อัศจรรย์ใจกุ้ง                                          อัศจรรย์หนอว่ากุ้ง  เกิดคึก
 กุมกินปลาบึกใหญ่  ไล่ล่ากินปลาบึก  กัดขย้ำ
 ปลาซิวไล่สวบแข้  ปลาซิวซ่าเปิดศึก  ไล่งับ จระเข้
 หนีซ้น หลืบหิน  ต้องหลบหนีเข้าถ้ำ  ซุกซ้นซอกหิน

 

......................................................................................................................................................

 

    ๑.๓ งึดแข้       ๑.๓ อัศจรรย์จระเข้  
   อัศจรรย์ใจแข้                                 จระเข้ใยไม่ม้วน หางมัน ยาวยาว
 หางยาวๆ บ่ฮองนั่ง  ไว้นั่งรองป้องกัน  เจ็บก้น
 หางกระต่ายป้อมๆ  หางกระต่ายป้อมสั้น  รองนั่ง ก็เป็น
 สังมาได้นั่งฮอง  คิดยิ่งแปลกใจล้น  ว่าโอ้อัศจรรย์

 

 ........................................................................................................................................................

 

   ๑.๔ งึดหมาขบซ้าง       ๑.๔ อัศจรรย์หมากัดช้าง   
   อัศจรรย์หมาขบซ้าง                                         อัศจรรย์หมากัดช้าง             ถึงตาย
 สามแฮง ล้มถ่าว  หมาแค่สามล้มพลาย  พ่ายแพ้
 หากแม่นซ้างลุกได้  แม้นช้างหากฟื้นได้  ทำเก่ง ฮึดสู้
 หมาสิให้ ต่อสาม  หมาหนึ่งนักเลงแท้  ต่อช้างสามตัว

 

..........................................................................................................................................................

 

     ๑.๕ งึดกะโป๋หมากพร้าว      ๑.๕ อัศจรรย์กะลามะพร้าว   
    อัศจรรย์ใจโอ้                                               อัศจรรย์ขันตักน้ำ             เนื้อทอง 
 โอทองสังมาแตก  หยิบจับประคับประคอง  ก็ร้าว
 บาดเทือโป๋หมากพร้าว  กระบวยตกหลุดต้อง  พื้นหาก ไม่แตก
 สังมามั่นกว่าทอง  ใยกะลามะพร้าว  แกร่งกล้ากว่าทอง

 

..........................................................................................................................................................

 

     ๑.๖ งึดความเว้า      ๑.๗ อัศจรรย์คำพูดคน   
   ทั้งหลายเพิ่นกินเหล้า                                          คนเมาเพราะดื่มเหล้า            เมายา 
 กินยาเพิ่นจังหวิ่ง  เป็นเรื่องเมาธรรมดา ไม่ร้าย 
 บาดเทือฟังเจ้าเว้า  ได้ฟังท่านจำนรรจา  ข้าเริ่ม มึนงง
 โตข่อยกะซางเมา  คำพูดก็เมาได้  นึกโอ้อัศจรรย์

 

..........................................................................................................................................................

 

    ๑.๗ งึดไก่โจ้น       ๑.๗ อัศจรรย์ไก่โต้ง   
   อํศจรรย์ใจหม้อน                                            กินแต่ใบหม่อนโอ้                ตัวไหม 
 กินแต่มอน สังมาฮู้จักเยียว  ยังเยี่ยวเป็นแปลกใจ  ดักแด้
 บาดเทือไก่ผู้โจ้น  ทีเจ้าไก่โต้งใหญ่  นึกน่า อัศจรรย์
 กินน้ำ เยียวบ่เป็น  น้ำก็กิน-แปลกแท้  เยี่ยวซ้ำไม่เป็น

 

..........................................................................................................................................................

Last Updated on Thursday, 27 May 2010 08:56
 
หมวดที่สอง
Poetry - Poetry Of the Plateau
Written by Administrator   
Wednesday, 03 February 2010 13:39

หมวด ๒ "ตกกะเทิน"   หมายถึง "ไหนๆว่าได้..ตกกระไดแล้วก็ต้องเลยพลอยกระโจน"

 

    ๒.๑ ตกกะเทินว่าได้ป้ำ        ๒.๑ ไหนๆว่าได้โค่น  
   ตกกะเทินว่าได้ป้ำ                                              ไหนไหนว่าได้โค่น             ไม้ใหญ่
 สินำฮอนสู่หง่า  ทุกกิ่งจะรอนให้  หมดเกลี้ยง
 พร้าบ่บิ่น ขวานบ่เป้  พร้าจะบิ่นหากไม่  คมหมด มิดด้าม
 คุงด้าม แม่นบ่เซา  จะไล่ฟันไม่เลี้ยง  ไม่ยั้งหยุดฟัน

 

...........................................................................................................................................................

 

     ๒.๒ ตกกะเทินกำคอแข้       ๒.๒ ไหนๆต้องบีบคอจระเข้  
   ตกกะเทินว่าได้กำคอแข้                                      คราต้องปล้ำจระเข้  อย่าวาง
 บ่มีวางให้หางฟาด  อย่าปล่อยให้ฟาดหาง  ป่ายเป้
 มีตั้งแต่สิเน้น  ปล้ำงัดขัดคอรั้ง  ให้อยู่
 คอแข้ใส่ตม  เน้นกดคอไอ้เข้  เหยียบให้จมโคลน

 

..........................................................................................................................................................

 

    ๒.๓ ตกกะเทินม้าบักก่ำ      ๒.๓ ไหนๆก็เกิดมาเป็นม้าแกลบ   
   ตกกะเทินว่าได้กำคอแข้                                       คราต้องปล้ำจระเข้  ชาละวัน 
 บ่มีวางให้หางฟาด  ต้องอย่าให้หางมัน  ฟาดให้
 ตกกะเทินเป็นม้าบักก่ำน้อย  คราต้องเกิดเป็นพันธุ์  ม้าแกลบ
 คันหนีแส้ ให้ห่ากิน  แม้นว่ากลัวแส้ไซร้  สิให้ห่ากิน

 

..........................................................................................................................................................

Last Updated on Thursday, 27 May 2010 08:57
 
หมวดที่สาม
Poetry - Poetry Of the Plateau
Written by Administrator   
Wednesday, 03 February 2010 13:39

หมวด ๓ "เทิงฮักเทิงคึดฮอด"   หมายถึง ทั้งรักและคิดถึง

 

   ๓.๑ คึดฮอดอ้ายซ่ำบ้อ       ๓.๑ คิดถึงพี่ไหม   
   คันน้องคึดฮอดอ้าย                                             แม้นคิดถึงพี่นี้                     คราใด น้องเอย 
 ให้มืนตาใส่น้ำแจ่ว  จงตักน้ำพริกให้  ปริ่มถ้วย
 มันสิแสบจ้าวๆ  ลืมตาจุ่มลงไป  ปวดแสบ ปางตาย
 ใจอ้ายกะดั่งกัน  ใจพี่แสบร้อนด้วย  เท่านั้นแหละนวล

 

..........................................................................................................................................................

 

   ๓.๒ ซู้ต่างบ้าน        ๓.๒ รักสาวไกลบ้าน  
   เว้าซู้ต่างบ้าน                                                   ริรักสาวต่างบ้าน                 ไกลตา 
 ปานฝากไข่ไว้นำกา  เหมือนฝากไข่กับกา  หมดเค้า
 ฝากปลาไว้นำแมว  ฝากแมวฝากเฝ้าปลา  ฝากไก่ กับเหยี่ยว
 ฝากแหลวไว้นำไก่น้อย  ก้อยลาบฝากหมาเฝ้า  ฝากได้ฉันใด
 ฝากก้อยไว้นำหมาขี้เฮื้อน    
 มันสิม่ามเมื่อใด๋    

 

...........................................................................................................................................................

 

    ๓.๓ เมาความฮัก       ๓.๓ เมาเหล้าเมารัก  
   ทั้งหลายเพิ่นกินเหล้า                                           ท่านทั้งหลายดื่มเหล้า          เมาสุรา 
 เมาสุรา เพิ่นกะซวง  ท่านยังมีเวลา สร่างเหล้า
 บาดเทือข่อยมักเจ้า  พี่เมารักแก้วตา มิสร่าง
 บ่มีมื้อซวงหาย  ใยพี่เมารักเจ้า ไม่เว้นโมงยาม

 

..........................................................................................................................................................

 

    ๓.๔ อยากเห็นหน้า       ๓.๔ อยากเห็นหน้า  
   คันบ่ได้เห็นหน้า                                           คิดถึงแต่ไม่ได้                        เห็นหน้า
 เห็นหลังคากะพออยู่  ขอแค่เห็นหลังคา  อยู่ได้
 คันเห็นอู๋แอ่งน้ำ  เห็นโอ่งอ่างน้องยา  เห็นตุ่ม นอกชาน
 กะปานได้นั่งเทียม  ก็เปรียบได้ชิดใกล้  นั่งข้างเคียงนาง

 

..........................................................................................................................................................

 

    ๓.๕ สรงฮัก        ๓.๕ อาบรัก  
   ความฮักมาแล่นกุ้ม                                        ความรักมาโอบอ้อม              กลุ้มรุม
 คือกะสุ่มงุมหัว  ตาบอดเหมือนมีสุ่ม  ครอบเกล้า
 ความฮักมาพอๆ  ไฟรักดั่งไฟสุม  ในอก
 ซำกะทองุมไว้  ร้อนรุ่มรัดรุมเร้า  ร่ำร้องร่ำไร
   กายไกลเจ้า     แม้อยู่ไกลห่างเจ้า  เพียงกาย
 ใจกะอยู่กับนาง  ทั้งสี่ห้องหัวใจ  แนบเจ้า
 บ่มีทางไกลกัน  ไม่เหินไม่ห่างไกล  ขวัญแม่
 บ่พรากหนีไกลข้าง  ใจพี่คอยเคลียเคล้า  แนบข้างเคียงนาง
    แม่นสิอยู่ฟากฟ้า     แม้อยู่ห่างฟากฟ้า  เกินฝัน
 สิย่อแผ่นเป็นดินเดียว  จะย่นดินหากัน  แนบใกล้
 ความสิบคืนซาวคืน  เวลาสิบคืนวัน  ยี่สิบ คืนวัน
 สิย่อเป็นคราวมื้อ  พี่จะย่นย่อให้  หยุดไว้เพียงวัน
    คันความฮักคือข้าว     อันรักหากเช่นข้าว  อาหาร
 สิขอกินให้มันอิ่ม  จะอิ่มกินยัดทะนาน  แน่นท้อง
 คันความฮักแม่นน้ำ  หากรักเช่นน้ำธาร  ไหลหลาก
 สิลงล้างอาบสรง  จะว่ายอาบเพื่อน้อง  แช่น้ำทั้งวัน

 

...........................................................................................................................................................

 

    ๓.๖ เมาแม่หม้าย       ๓.๖ รักแม่หม้าย   
   ทั้งหลายเพิ่นเมาเหล้า                                      ท่านทั้งหลายดื่มเหล้า             จึงเมา
 โตผัดเมาน้ำท่า  เราสิเมาน้ำเปล่า  จับไข้
 เมาแม่ฮ่างแม่หม้าย  เมารักแม่หม้ายเร้า  ร้อนรุ่ม ปานไฟ
 ปานอ้าวอูดกระแต  ไฟที่สุมป่าไหม้  ปิดล้อมล่ากระแต

 

...........................................................................................................................................................

 

   ๓.๗ ถามข่าวหา       ๓.๗ ถามข่าว   
   ถามข่าวน้ำ ถามข่าวเถิงปลา                              ถามหน่อยถามข่าวข้าว          ผ่านนา 
 ถามข่าวนา ถามข่าวเถิงข้าว  ถามข่าวถึงหมุ่ปลา  ผ่านน้ำ
 ถามข่าวเจ้า ว่ามีผัวแล้วล่ะบ่  ถามน้องอยากถามว่า  ผัวน่ะ มียัง? 
 หรือว่ามีแต่ซู้ ผัวสิซ้อนนั่นบ่มี  หรือกิ๊กใหม่ไม่ซ้ำ  แต่ไร้สามี

 

...........................................................................................................................................................

   ๓.๘ เว้าสาว        ๓.๘ เกี้ยวสาว  

 (ชาย) สุขซำบายมั่น                                                      

 (ชาย) สุขสบายกายใจยังหมายมั่น  
 เสมอมันเครือเก่า บ่น้อ

 ยังเป็นมันเถาเก่าหรือเปล่าหนอ

 
 เทิงพ่อแม่พี่น้อง  ทั้งพ่อแม่พี่น้องนวลละออ  

 ซำบายพร้อม คู่สู่คน บ่เด้

 ทุกคนพออยู่สบายหรือไรดี  
 (หญฺิง) สุขซำบายมั่น  (หญิง) น้องเป็นสุขอยู่สบาย-ใจยังมั่น  
 เสมอมันเครือเก่า อยู่ดอกอ้าย  ยังเป็นมันเถาเก่าของเจ้าพี่  
 เทิงพ่อแม่พี่น้อง  พ่อแม่ทั้งน้องหญิงชายสบายดี  
 ซำบายพร้อม อยู่สู่คน  ทุกชีวีมีความสุขอยู่ทุกคราว  

 (ชาย) อ้ายอยากถามข่าวน้ำ ถามข่าวเถิงปลา

 (ชาย) อยากถามข่าวผ่านน้ำใสไปถึงปลา              
 อ้ายอยากถามข่าวนา ถามข่าวเถิงข้าว  ถามท้องนาผ่านข่าวถึงซึ่งต้นข้าว  
 อ้ายอยากถามข่าวเจ้า ว่ามีผัวแล้วล่ะไป่  ถามข่าวน้อง-มีผัวแล้วหรือนงเยาว์  
 หรือว่ามีแต่ซู้ ผัวสิซ้อนนั้นบ่มี  หรือว่าเจ้ามีรักใหม่ ใจยังกลัว  
 (หญิง) น้องนี้ปอดอ้อยสร้อน เสมอดังตองตัด  (หญิง) พี่ชายเอย ตัวน้องสาวยังพราวผ่อง                 
 ผัดแต่เป็นญิงมา บ่มีซายสิมาเกี้ยว  นวลเหมือนตองตัดแต่งไว้-ไม่มีผัว  
 ผัดแต่ซอนลอนขึ้น บ่มีเครือมาเกี้ยวพุ่ม  เหมือนพุ่มไม้ไร้เถาวัลย์มาพันพัว  
 ผัดแต่เป็นพุ่มไม้ เครือสิเกี้ยวกะบ่มี  เคร่งครองตัวเข้าวัยสาว ไร้คาวชาย  
 (ชาย) อย่ามาตี๋แถลงเว้า  (ชาย) น้องเจ้าอย่ามาแถลงทำแกล้งเย้า  
 เอาเลามาปลูก  เหมือนต้นเลาเอามาปลูกที่ริมไร่  
 บ่แม่นเซื้อซาดอ้อย  แล้วตู่เป็นต้นอ้อย ไม่อายใจ  
 กินได้กะบ่หวาน  ถึงอย่างไรไม่หวานลิ้น เข้าตำรา  
 (หญิง) คันบ่จริงน้องบ่เว้า คันบ่เอาน้องบ่ว่า  (หญิง) หากไม่จริงไม่กล่าวไป แม้นไม่รัก  
 คันบ่แม่นท่า น้องบ่ไล่ควายลง  ไม่ใช่ปลักไม่ต้อนควายไปลงท่า  
 ไล่ลงแล้ว คันถอยคืนมันสิยาก  ต้อนลงแล้ว ต้อนขึ้นยากนะพี่ยา  
 มันสิลำบากน้อง เทียวยุ่งอยู่บ่เซา  สร้างปัญหาแล้วเทียวแก้ไปทำไม  
 (ชาย) อ้ายดั่งอาชาม้า  (ชาย) จะเปรียบไปพี่ก็เช่นอาชาชาติ  
 เดินมางมาหิวหอด  ยุรยาตรมาแรมรอน ร้อนกระหาย  
 มาพ่อน้ำส่างแก้ว  พบตาน้ำในซอกหินก็เปล่าดาย  
 ในหลืบ กะเปล่าดาย  หมดอาลัยไร้ปัญญาหาทางกิน  
   กายไปแล้ว     ตัดใจผ่านเพื่อพ้นกลายให้หายลับ  
 ผัดหลบคืน มาก้มส่อง  มิวายกลับมาก้มมองด้วยถวิล  
 กินกะกินบ่ได้  กินก็กินไม่ได้ดั่งใจหวังกิน  
 เลียลิ้นอยู่เปล่าดาย  ต้องเลียลิ้นซึมเศร้าเหงาเอกา  
 (หญฺิง) น้องคือเฮือคาแก้ง  (หญิง) จะเปรียบน้องก็เหมือนเมื่อเรือติดแก่ง  
 เสาปะดุงคุงหาด  ท้องเรือติดเกยแห้งแจ้งปัญหา  
 หาผู้คึดซอยแก้  จะหาใครช่วยแก้ไข ใครนำพา  
 ให้หายฮ้อน กะบ่มี  ใครจะมาดับร้อน...บ่ห่อนมี  

..........................................................................................................................................................

Last Updated on Tuesday, 01 June 2010 15:49
 
หมวดที่สี่
Poetry - Poetry Of the Plateau
Written by Administrator   
Wednesday, 03 February 2010 13:41

หมวด ๔ "เว้าหยอก"  หมายถึง ประชดรัก

 

   ๔.๑ ล้มคาดลาด        ๔.๑ เดือนห้าไม่น่าล้ม*  
   อย่ามาตี๋แถลงล้ม                           แสร้งล้มไม่ลื่นแกล้ง ล้มแสร้ง 
 ตมบ่มี คาดลาดหมื่น  ล้มลื่นไร้ตมแกล้ง  ลื่นล้ม
 อย่ามาตี๋คาดลาดล้ม  ลื่นฤาลื่นหน้าแล้ง  ฤาลื่น เดือนห้า
 เดือนห้า ก่อนฝน  ล้มท่านี้หลอกต้ม  ท่าล้ม ก่อนฝน

 

                                                                                      * กลบทจองถนน

Last Updated on Thursday, 27 May 2010 09:04